“อนุทิน” หายใจไม่ทั่วท้อง! เจอศึกสองด้านสกัดอำนาจรัฐบาล "คดีฮั้ว สว." ชน “สนธิ” ปลุกมวลชนทวงคืนประเทศ
การเมืองไทยจะเข้าสู่โหมด เดือดทะลุปรอท หรือไม่ ในเดือนกันยายนนี้ กูรูการเมืองหลายสำนัก ต่างพาประกันประเมินในทิศทางที่ไม่หนีกันมากนัก ว่าในเดือนกันยายนนี้มี “ปัจจัย” หลายด้านที่จะเป็นตัวเร่งเร้า ทำให้ รัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย” อยู่ในอาการหายใจไม่ทั่วท้อง !
ลำพังคดีฮั้วเลือกสว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปักหมุดนัดลงมติกันเอาไว้ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ก็ทำเอาพรรคสีน้ำเงิน วุ่นวายไม่น้อย เพราะแม้ เรื่องนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกแล้วว่า “ไม่เกี่ยว” ทั้งต่อรัฐบาลหรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย

แต่อย่าลืมว่า “ข้อมูล” ต่างๆที่ถูกนำมาเปิดเผยโดยพรรคฝ่ายค้าน ,ไอลอว์และแนวร่วม ทำให้พรรคสีน้ำเงิน “เสียรังวัด” ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะการกระทบต่อ “คะแนนนิยม” ของพรรคเอง
นอกจากคดีฮั้วสว. ที่จะกลายเป็นจุดนับหนึ่ง ความร้อนแรงทางการเมืองแล้ว ปรากฏว่า เวลานี้ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะได้มีโอกาส “เผชิญหน้า” กับ “ม็อบ” เหมือนที่ยุคก่อนๆหรือไม่ ?
เจ้าสำนักบ้านพระอาทิตย์ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประขาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดหมายแถลงความชัดเจนในวันที่ 7 ก.ย.นี้ เตรียม “ทวงคืนประเทศไทย” จากกลุ่มจีนเทาและชาวอิสราเอล ครอบครองทรัพย์สิน ที่ดินในไทยผ่านนอมินี

น่าสนใจว่าในยุครัฐบาลอนุทิน ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นหลักพิงอันแข็งแกร่ง เพราะรวบรวมเสียงข้างมากเอาไว้ได้ทั้งใน สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จะสามารถนั่งบริหารบ้านเมืองไปได้อย่างราบรื่น ไร้ม็อบ ไร้มวลชนมากดดัน ขับไล่ ได้หรือไม่
การประกาศนัดหมาย ทวงคืนประเทศไทย จากสนธิ อดีตแกนนำคนเสื้อเหลือง ในวันนี้อาจแตกต่างไปจากในวันวานที่เคยระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาจนถึง อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะอย่าลืมว่าการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเกิดความสูญเสีย ด้วยกันแทบทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นม็อบพันธมิตรฯ เอง หรือแต่ม็อบนปช. คนเสื้อแดง มาถึงม็อบกปปส.
ขณะเดียวกัน บรรดาอดีตแกนนำต่างได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เพิ่งประกาศใช้ เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ทุกการชุมนุมทางการเมือง ทุกเสื้อสี ครอบคลุม ถึง 20 ปี ดังนั้นการที่จะได้เห็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างดุเดือดคงไมใช่เรื่องง่าย

แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับการเคลื่อนไหว “นอกสภา” นั้นไม่ใช่เรื่องที่พรรคภูมิใจไทยที่คุมทั้งสองสภาฯ จะประมาทกันได้ !
เนื่องจากการรวมกลุ่ม รวมตัวของกลุ่มบุคคลที่เฝ้าตรวจสอบ ติดตามการทำงานของรัฐบาล และเสมือนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ยิ่งในสถานการณ์ที่ “คะแนนนิยม” ของรัฐบาลดิ่งลงต่อเนื่อง เช่นนี้ จนต้องมีการปรับกลยุทธ์ ให้นายกฯและรัฐมนตรี จัดรายการพบประชาชน รวมทั้งเตรียมปรับเปลี่ยนตำแหน่ง “โฆษกรัฐบาล”
จังหวะเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ล้วนแล้วแต่สร้างความยากลำบากต่อรัฐบาล อย่างยิ่ง !!