- โฆษณา -

“นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” จากอดีต สส.พรรคส้ม สู่โฆษกรัฐบาลภูมิใจไทย คนใหม่

“นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” จากอดีต สส.พรรคส้ม สู่โฆษกรัฐบาลภูมิใจไทย คนใหม่

การแต่งตั้ง "หมอเอก" หรือ “นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนข้าราชการการเมืองทั่วไป

 

เพราะการเลือกใช้อดีต สส. ที่เคยเป็น "คนใน" ของขั้วตรงข้าม มารับบทบาทกระบอกเสียงหลักของรัฐบาลในห้วงเวลานี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การสื่อสารที่เปลี่ยนไปแล้วอะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ ?

- โฆษณา -

 

1. จากแพทย์ชนบทและหมอทีมชาติ สู่ปรากฏการณ์ "ล้มช้าง"

 

“นพ.เอกภพ” สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขาเคยคลุกคลีเป็นแพทย์ชนบทที่โรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชียงราย นานถึง 9 ปี ก่อนจะเริ่มขยายบทบาทและสร้างชื่อในแวดวงเวชศาสตร์การกีฬา ในฐานะแพทย์ประจำสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และทีมฟุตบอลชาติไทย

 

ทุนทางสังคมและเครือข่ายเหล่านี้นำพาเขาเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติในปี 2562 ภายใต้สังกัด "พรรคอนาคตใหม่" และสามารถสร้างปรากฏการณ์ล้มช้าง เอาชนะบ้านใหญ่ทั้งของพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ คว้าเก้าอี้ สส. เชียงราย เขต 1 มาครองได้อย่างงดงาม

 

ในห้วงเวลานั้น เขาโดดเด่นเป็นอย่างมากในฐานะฝ่ายค้าน ที่ใช้องค์ความรู้ทางการแพทย์มาอภิปรายตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องความล้มเหลวในการจัดการวัคซีนโควิด-19

 

2. จุดหักเห: รอยร้าวสีส้ม ก่อนย้ายค่ายสู่ชายคาสีน้ำเงิน

 

จุดพลิกผันทางอุดมการณ์ของเขาเกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ “นพ.เอกภพ” พร้อมเพื่อน สส. พรรคก้าวไกลรวม 4 คน ตัดสินใจโหวตสวนมติพรรค โดยกดปุ่ม "ไว้วางใจ" ให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่แกนนำพรรคของตนเพิ่งลุกขึ้นอภิปรายโจมตี “อนุทิน” อย่างดุเดือด

 

การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เขาถูกมวลชนและพรรคส้มตีตราว่า เป็น "งูเห่า" ทันที ขณะที่ “นพ.เอกภพ” ได้ออกมาชี้แจงว่า จุดยืนของพรรคก้าวไกลเปลี่ยนไปจากเดิม และเสนอในเชิงยุทธศาสตร์ว่าฝ่ายประชาธิปไตยควรจับมือกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อผลักดันทหารออกจากการเมือง

 

ในการเลือกตั้งปี 2566 “นพ.เอกภพ” ในฐานะผู้สมัคร สส.เขต ของพรรคภูมิใจไทย ได้พ่ายแพ้กระแสของพรรคก้าวไกลในพื้นที่เดิมอย่างราบคาบ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2569 เขาได้เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35 ของค่ายสีน้ำเงิน

 

แม้ “นพ.เอกภพ” จะไม่ได้เข้าสภาในฐานะ สส. มาแล้ว 2 สมัยติดต่อกัน แต่ก็ยังมีบทบาทในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรี และกลายเป็นอีกหนึ่งขุนพลที่คอยปกป้องนโยบายสำคัญของพรรคมาโดยตลอด

 

3. ทำไมต้องเป็น "หมอเอก" ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ?

 

การตัดสินใจแต่งตั้ง “นพ.เอกภพ” ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล แทน “ดร.รัชดา ธนาดิเรก” (สลับไปเป็นผู้ช่วย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซ่อนนัยทางยุทธศาสตร์ไว้อย่างล้ำลึก !

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองรอบด้าน รัฐบาลไม่ต้องการเพียงผู้อ่านแถลงการณ์ แต่ต้องการโฆษกที่มีบุคลิกเป็น "นักรบหน้าจอ" ที่สามารถปะทะทางความคิดและสื่อสารเชิงรุกได้

 

ข้อได้เปรียบสูงสุดของ “นพ.เอกภพ” คือการเคยเป็น "คนใน" ของค่ายสีส้มมาก่อน เขาจึงรู้ไส้รู้พุง เข้าใจตรรกะการวิจารณ์ และรู้วิธีตอบโต้พรรคฝ่ายค้านได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำหน้าที่เป็นตัวกรองข้อมูลชั้นเยี่ยมที่จะช่วยจัดระเบียบการให้สัมภาษณ์ และปิดจุดอ่อนด้านการสื่อสารของนายกฯ อนุทิน ให้มีความรัดกุมมากขึ้น

 

บนกระดานอำนาจการเมืองไทย การนำอดีตคนคุ้นเคยของฝ่ายค้านมาเป็น "โล่และดาบ" ให้กับรัฐบาล ถือเป็นหมากทางการเมืองที่น่าสนใจยิ่ง

 

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ก็คือ "โทรโข่งสีน้ำเงิน" ที่ผ่านเบ้าหลอมจาก "พรรคสีส้ม" ผู้นี้ จะสามารถต้านทานแรงเสียดทานทางการเมือง และพลิกเกมสื่อสารให้รัฐบาลอนุทินได้สำเร็จ หรือจะเป็นเพียงยุทธวิธีชั่วคราวที่รอวันหมดความหมาย ? คงต้องให้เวลาและผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม