อดีตผู้คุมกฎเตือนภัยขั้นสุด! ชี้ทางรอดเดียว การเมืองไทยในม่านหมอก
วาทกรรมเปรียบเปรยการเมืองไทยว่าคล้ายกับ “การขับรถไปบนถนนที่มองไม่เห็นทางข้างหน้า” อาจฟังดูดาษดื่นหากหลุดจากปากนักวิจารณ์ทั่วไป
ทว่า เมื่อประโยคนี้ดังก้องขึ้นกลางเวทีเสวนาวิชาการโดย ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ น้ำหนักของคำกล่าวนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นี่ไม่ใช่เพียงเสียงบ่นรำพึงของคนหลงทาง หากแต่สัญญาณเตือนภัยขั้นสุดได้ถูกจุดขึ้นแล้วจากอดีตผู้ถือไม้บรรทัดชี้ขาดกฎหมายระดับสูงสุดของบ้านเมือง
ภาวะมืดบอดที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้าไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่ความขัดแย้งของนักการเมืองหรือขั้วอำนาจ รากเหง้าของปัญหานี้หยั่งลึกกว่านั้นมาก ซึ่งสังคมไทยกำลังติดหล่มอยู่ในวิกฤตความศรัทธา
ที่ผ่านมากติกาหลักของประเทศถูกรื้อทิ้งและเขียนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าจนขาดความขลัง กฎหมายสูงสุดไร้มาตรฐานสากลที่จะยึดเหนี่ยวให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปด้วยความเห็นพ้องต้องกันได้
ลองจินตนาการถึงบ้านที่ถูกทุบโครงสร้างค้างไว้ รัฐธรรมนูญปี 2560 มีสภาพไม่ต่างจาก “บ้านที่รีโนเวตไม่จบ” เจ้าของบ้านสับสนและตกลงกันไม่ได้ว่าจะรื้อทิ้งเพื่อลงเสาเข็มใหม่ให้มั่นคง หรือจะแค่ทาสีปะผุไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย
สภาพครึ่งๆ กลางๆ นี้ฉุดรั้งให้รัฐสภาและสถาบันการเมืองไทยตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความชอบธรรมดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด
รอยด่างพร้อยที่เด่นชัดที่สุดหนีไม่พ้นวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ระบบ “เลือกกันเอง” คือนวัตกรรมทางอำนาจที่คนทั้งโลกเลิกคิ้วสงสัย การดันทุรังใช้กติกาที่ไร้รากฐานความยึดโยงกับประชาชนนำมาซึ่งต้นทุนราคาแพงลิ่ว
ครั้งหนึ่งสถาปนิกผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถึงกับเอ่ยปากยอมรับกับ ศ.ดร.นครินทร์ ว่าเสียใจกับระบบที่ออกแบบไว้ และทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม สะท้อนภาพชัดเจนว่าแม้แต่คนสร้างกติกาก็ยังมองเห็นรอยรั่วที่อุดไม่มิดของผลงานตนเอง
อาการแตกร้าวไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่คนในบ้าน แรงสั่นสะเทือนยังลามไปบ่อนทำลายความเชื่อมั่นบนเวทีโลก การตัดสิทธิทางการเมืองหรือการ “ยุบพรรค” กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมไทย แต่กลับเป็นปริศนาลี้ลับในสายตาประชาคมประชาธิปไตย
ศ.ดร.นครินทร์ เคยต้องรับบทหนักในการอธิบายกลไกการยุบพรรคให้ประธานศาลต่างประเทศฟัง แม้จะอธิบายจนเหนื่อยอ่อน แต่แขกบ้านแขกเมืองก็ยังสับสนงุนงง
นิติรัฐที่แปลกแยกเช่นนี้ย่อมกรีดลึกลงไปถึงบรรยากาศการลงทุน เพราะคงไม่มีใครอยากวางเงินเดิมพันก้อนโตในประเทศที่กติกาพร้อมพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องรอฟังเสียงสะท้อนจากคูหาเลือกตั้ง
ความบิดเบี้ยวทางการเมืองยังค่อยๆ กัดกินโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเงียบเชียบ เมื่อกติกาพลิกผันได้ตามทิศทางลมของอำนาจ โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือหรือกลไกตลาดเสรี
สังคมไทยจึงตกอยู่ในสภาพรวยกระจุกจนกระจาย ทุนใหญ่รวบกินเบ็ดเสร็จ ขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยถูกทับถมด้วยหนี้สินครัวเรือนจนแทบขาดใจ
ทางแยกเดียวที่จะนำพาสังคมไทยออกจากเขาวงกตนี้ได้ คือการรื้อฟื้นกติกาที่สะท้อนเจตจำนงของผู้คน
ท่ามกลางเสียงกระซิบหนาหูเรื่องความพยายามสอดไส้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กลายเป็น “สีน้ำเงินเข้ม” หรือสมบัติของขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่ง คำตอบของอดีตผู้คุมกติกากลับเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือรัฐธรรมนูญต้องเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของเฉดสีใด
ประชาธิปไตยไม่เคยหวาดกลัวความแตกต่าง ประเทศจะแตกแขนงเป็นกี่สีก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ตราบใดที่ลานประลองนั้นกว้างขวางและยุติธรรมพอให้ทุกฝ่ายก้าวขึ้นมาสู้กันด้วยเหตุผลและระบายความอัดอั้นได้ภายใต้กติกาเดียวกัน
หากสังคมไทยยังล้มเหลวในการออกแบบกติกาที่ประชาชนทุกกลุ่มยืดอกรับว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน รถยนต์คันนี้ก็คงทำได้แค่เหยียบคันเร่งวนเวียนอยู่ในม่านหมอกแห่งความหวาดระแวง รอเวลาพุ่งชนปากเหวที่มองไม่เห็นในสักวัน