แม้ในยามอาทิตย์อับแสง

บทบรรณาธิการ3 พ.ย. 2568 • 06:00 น.
แม้ในยามอาทิตย์อับแสง

ในยามที่ดวงใจของพสกนิกรชาวไทยเผชิญกับความอาลัยครั้งใหญ่ เนื่องด้วยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่งดวงประทีปแห่งแผ่นดิน จึงขออนุญาตอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์อันแสนซาบซึ้งในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ "อาทิตย์อับแสง" หรือ Blue Day มาเป็นสื่อกลางแห่งความรู้สึก ซึ่งบทเพลงนี้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากความรู้สึกที่ต้องห่างไกลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในยามที่ยังทรงเป็นที่รักและเป็นคู่พระทัย

บทเพลงที่เปี่ยมด้วยความเหงาและโหยหาในรักแท้ ยามนี้จึงดังก้องสะท้อนความรู้สึกของพสกนิกรที่ต้องพลัดพรากจากพระองค์ผู้เป็น "แม่ของแผ่นดิน" จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๘ นี้ มีช่วงหนึ่งของคำร้องภาษาไทยที่ทรงพระนิพนธ์โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของการพลัดพรากได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกอาลัยในยามนี้ได้อย่างละเมียดละไม

"ร้างกัน วันห่างไปไกล มืดมนหมองมัวปานใด... เยือกเย็นเข็ญใจ รัญจวน ไกลกัน พาพรั่นใจครวญ ร่างกายทรุดโทรมทุกส่วน จิตใจร้อนรวนแรงอ่อน...ทิวาทราม ยามห่างดวงกมล สุริยาหมองหม่น ปวงชีวิตในโลกอับจนเสื่อมทราม..." นับแต่บัดนี้ วันที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงจากไป และบัดนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นคู่พระบารมี และเป็นดั่งพระอาทิตย์ที่ส่องแสงคู่กันมาตลอดพระชนม์ชีพ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยตามไป... แผ่นดินจึงพลันตกอยู่ในสภาวะแห่ง "อาทิตย์อับแสง" อีกครั้งอย่างมิอาจปฏิเสธได้

แม้บทเพลงนี้จะจบลงด้วยความหวังที่ว่า "หวังคอย คอยเฝ้าโมงยาม จวบจนทิวาเรืองงาม สบความรักยามคืนคง" แต่ในบริบทของการสวรรคตอันเป็นนิรันดร์นี้ ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของปวงชนอาจเหลือเพียงการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ให้เป็นมรดกสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน... แม้ในยามที่อาทิตย์อับแสง ความดีงามที่ทรงสร้างไว้จะยังคงเป็นแสงส่องนำทางในความมืดมิด

#อาทิตย์อับแสง #BlueDay #สมเด็จพระพันปีหลวง #แม่ของแผ่นดิน #สวรรคต #อาลัยรัก #ในหลวงรัชกาลที่9 #พระมหากรุณาธิคุณ