โจทย์สำคัญคือความเชื่อมั่น

บทบรรณาธิการ10 พ.ย. 2568 • 06:00 น.
โจทย์สำคัญคือความเชื่อมั่น

เมื่อเอ่ยถึง “พลังงานนิวเคลียร์” คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจนึกถึงภาพของความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุครั้งใหญ่ในอดีต เช่น เชอร์โนบิล หรือฟุกุชิมะ ทั้งที่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็กำลังพัฒนาไปไกล และกลับมาเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหาโลกร้อนและความมั่นคงด้านพลังงานในหลายประเทศ

และวันที่ 10 พฤศจิกายนของทุกปี ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์พลังงานโลก เพราะเมื่อปี 1943 สหรัฐอเมริกาได้เดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก เพื่อผลิตพลังงานและพลูโตเนียมสำหรับโครงการปรมาณู นั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคนิวเคลียร์สมัยใหม่

แต่คำถามสำคัญคือ กว่า 80 ปีผ่านไป เทคโนโลยีนี้มีบทบาทอย่างไรในโลกปัจจุบัน? และไทยควรมองมันอย่างไร?

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP ของไทย รัฐบาลได้เริ่มพิจารณานำ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล” หรือ SMR (Small Modular Reactor) มาเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงาน เพราะมีข้อดีหลายด้านที่ตอบโจทย์อนาคตพลังงานไทย ได้แก่

สร้างไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ต่างจากโซลาร์หรือพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ เหมาะกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050

ปลอดภัยขึ้นในยุคใหม่ ออกแบบให้ควบคุมความร้อนและหยุดการทำงานได้เอง และมีแผนส่งคืนเชื้อเพลิงใช้แล้วให้ประเทศผู้ผลิต เพื่อลดภาระกากนิวเคลียร์

นอกจากนั้น หลายประเทศอย่างสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ก็เริ่มพิจารณาใช้ SMR ในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าที่เตรียมปลดระวาง

แม้ข้อดีของ SMR จะชัดเจน แต่จากการสำรวจและงานวิจัยพบว่า คนไทยยังมีความกังวลในหลายประเด็น เช่น ความเชื่อมั่นในรัฐ กังวลว่าโครงการใหญ่ด้านพลังงานอาจขาดความโปร่งใสในอนาคต ปัญหากากนิวเคลียร์จัดการยาก แม้จะมีแผนส่งคืนเชื้อเพลิง แต่คนมักขอ “เห็นด้วยตา” และต้องการคำอธิบายชัดเจน เพื่อเชื่อว่านี่ไม่ใช่การโยนปัญหาไว้กับคนรุ่นหลังพูดง่าย ๆ คือ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมาก แต่ “ความรู้สึกกลัว” และ “ความไว้วางใจ” ยังเป็นเรื่องสำคัญกว่าในสังคมไทย

SMR จึงอาจไม่ใช่การรีบตัดสินว่า “ควรหรือไม่ควร” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม ว่าพลังงานรูปแบบใหม่นี้จะเกิดขึ้นอย่างไร จะปลอดภัยแค่ไหน และจะคุ้มค่าพอหรือไม่กับการลงทุนและความเสี่ยงที่ต้องแลกมา

เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าพลังงานจะมาจากลม แสงแดด หรือนิวเคลียร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องเชื่อถือระบบร่วมกันได้ และมี “สัญญาประชาคม” ระหว่างรัฐ ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญ ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครบางคนหรือบางกลุ่ม

เรื่อง SMR จึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “ไทยพร้อมด้านเทคโนโลยีหรือยัง?” แต่คือ “ไทยพร้อมเปิดใจและสร้างความเข้าใจร่วมกันหรือยัง?”

หากรัฐต้องการเดินหน้า ต้องเริ่มด้วยข้อมูลที่โปร่งใส เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จริงใจ และคำอธิบายที่ไม่ทิ้งความกังวลไว้ข้างหลัง

และหากเราจะเดินหน้าสู่สังคมพลังงานสะอาดจริง ๆ ก็อาจต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมยอมรับนวัตกรรม ให้อดีตเป็นบทเรียน และให้อาคตเป็นโอกาสใหม่แล้วหรือยัง?

#SMR #พลังงานนิวเคลียร์ #พลังงานสะอาด #แผนพลังงานไทย #ลดคาร์บอน #อนาคตพลังงาน