- โฆษณา -

บทเรียนสื่อไร้คนเฝ้าประตู

บทบรรณาธิการ16 ก.ค. 2569 • 08:43 น.
บทเรียนสื่อไร้คนเฝ้าประตู

ในอดีต กองบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวต่างๆ ทำหน้าที่เป็น "ผู้เฝ้าประตู" คอยคัดกรองเนื้อหาให้ไปสู่สาธารณะที่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและจริยธรรม

ทว่าในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ความน่ากังวลใจกลับตกอยู่กับการที่บุคคลสาธารณะใช้พื้นที่ของตนออกมาประกาศการันตีผู้ที่อยู่ท่ามกลางข้อกล่าวหา หรือผู้ที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจว่าเป็น "คนดี"

- โฆษณา -

ปรากฏการณ์นี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า วันนี้สังคมเรากำลังใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคุณค่าของความดี การใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือความสนิทชิดเชื้อส่วนตัวมาฟอกขาวให้ผู้ต้องหาผ่านพื้นที่สื่อ โดยละเลยข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ถือเป็นพิษภัยร้ายแรงที่นอกจากจะสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนแล้ว ยังบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการตรวจสอบไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่อินฟลูเอนเซอร์ก้าวเข้ามามีบทบาทนำในคดีความต่างๆ แม้ในแง่หนึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่ประชาชนรู้สึกว่าเชื่องช้าและพึ่งพาได้ยาก

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การกระโดดเข้ามาอุ้มชูกรณีที่มีประเด็นความผิดเด่นชัด เช่น การแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ แล้วทำการรับรองเพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้ผู้กระทำความผิด กลับเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

เพราะในทางหลักการแล้ว ความผิดย่อมคือความผิด กฎหมายบ้านเมืองมีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความดีในอดีตหรือการตบแต่งภาพลักษณ์จากผู้มีชื่อเสียงไม่สามารถนำมาลบล้างข้อเท็จจริงทางกฎหมายได้ ยิ่งไปกว่านั้น สังคมยังจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ให้แน่ชัดถึงการได้มาซึ่งสัญลักษณ์แห่งความดีงามเหล่านั้น ว่าเป็นของจริงหรือเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้น

สิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถามและขุดคุ้ยต่อไปคือ ที่ผ่านมามีการใช้รูปลักษณ์ เครื่องแบบ หรือสถานะที่ชวนให้เข้าใจผิดเช่นนี้ ไปปฏิบัติการแอบอ้างหรือหลอกลวงในเรื่องอื่นที่สังคมยังไม่รู้อีกหรือไม่

ซึ่งนี่คือหน้าที่โดยตรงของพนักงานสอบสวนที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส ไม่ใช่ปล่อยให้กระแสความผิดทางกฎหมายถูกคลี่คลายหรือเจือจางลงด้วยการ "เคลียร์ภาพลักษณ์" ผ่านสื่อ ที่น่ากังวลคือ

อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่ผู้คน "เชื่อคนดังมากกว่าเชื่อหลักการ" และกำลังจะทำให้คนในข่าวที่ถูกกล่าวหากลายเป็นคนดัง เช่นคดีน้องชมพู่

หากเราปล่อยให้ทิศทางของบ้านเมืองถูกชี้นำโดยอินฟลูเอนเซอร์หรือนักการเมืองที่ใช้พื้นที่สื่อส่วนตัวคอยชี้ถูกชี้ผิด หรือตัดสินว่าใครดีใครชั่วตามอำเภอใจ วันหนึ่งระบบกฎหมายและโครงสร้างความยุติธรรมของประเทศอาจพังทลาย

เราจึงขอเรียกร้องให้ผู้บริโภคข่าวสารรู้เท่าทัน แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางคดีกับการแสดงบนโลกออนไลน์ออกจากกัน และขอเรียกร้องให้บุคคลที่มีชื่อเสียงพึงระลึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทุกครั้งในเคลื่อนไหวต่อสาธารณะ เพื่อไม่ใ้ห้เกิดความบิดเบี้ยวในสังคมที่ยากจะกู้คืนกลับมา

#บทบรรณาธิการสยามรัฐ #อินฟลูเอนเซอร์ #กระบวนการยุติธรรม #นิติรัฐ #เท่าทันสื่อ #สังคมไทย