ครม.“พล.อ.ประยุทธ์” หลังยุบสภาฯ (1)
ปิดฉากไปแล้วสำหรับรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ที่เป็นรัฐบาลผสมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 19 พรรค พลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา, รวมพลังประชาชาติไทย, พลังท้องถิ่นไท, เศรษฐกิจใหม่, ชาติพัฒนา, รักษ์ผืนป่าประเทศไทย, พลังชาติไทย, ประชาภิวัฒน์, พลังไทยรักไทย, ครูไทยเพื่อประชาชน, ประชานิยม, ประชาธรรมไทย, พลเมืองไทย, ประชาธิปไตยใหม่, พลังธรรมใหม่และไทรักธรรม
ขณะที่จับตากันว่า หลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้าอีกครั้งหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลังยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้วมีการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือครม.นัดแรก เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบแนวทางปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมทั้งสถานะของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเอาไว้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานเป็นการดำเนินการตามมาตรา 169 (2) และ (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคคลของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งพ.ศ. 2563 รวมทั้งยังได้อ้างอิงระเบียบและมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง สำหรับเป็นแนวปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีในระหว่างที่อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
“สยามรัฐ” ยกเอาความจากถ้อยแถลงมติครม. โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บางช่วงบางตอนมานำเสนอดังนี้
-คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่เรียกว่า รักษาการ การลงชื่อตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียังคงลงชื่อในตำแหน่งเดิม มิใช่เป็นการรักษาการหรือรักษาการในตำแหน่ง และยังคงได้รับเงินเดือนแต่ยังไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
-คณะรัฐมนตรียังคงมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศเท่าที่จำเป็นทุกประการ กรณีมีสถานการณ์คุกคามความมั่นคงของชาติ มีอำนาจหน้าที่ที่จะประกาศ มาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติได้ เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินหรือประกาศกฎอัยการศึก เป็นต้น (อ่านต่อฉบับหน้า)