- โฆษณา -

ASEAN Centrality มีจริงหรือไม่

มองโลก เหลียวไทย26 ส.ค. 2569 • 16:13 น.
ASEAN Centrality มีจริงหรือไม่

 

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

- โฆษณา -

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำหนึ่งที่เรามักได้ยินเสมอเมื่อพูดถึงบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก คือคำว่า “ASEAN Centrality” หรือ “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน”

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะประกอบด้วยประเทศที่แตกต่างกันทั้งขนาด ระบอบการเมือง ระดับการพัฒนา และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ แต่อาเซียนจะสามารถรวมตัวกันจนมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของภูมิภาค อย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้มหาอำนาจที่เข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องพูดคุยผ่านกลไกที่อาเซียนมีส่วนกำหนด

แต่เมื่อมองสถานการณ์ในปี 2026 คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ASEAN Centrality คืออะไร หากแต่เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมากว่านั้นว่า ASEAN Centrality ยังมีอยู่จริงหรือไม่? เพราะดูๆไปแล้วอาเซียนยังไม่เคยรวมตัวกันได้จนหนักแน่นพออย่างที่หวัง ทั้งจากแรงกดดันภายนอกและความแตกต่างภายในอาเซียนเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอาเซียน

กรณีแรกที่เห็นได้ชัด “เมียนมา” นับตั้งแต่วิกฤตการเมืองปี 2021 อาเซียนพยายามใช้ฉันทามติ 5 ข้อ หรือ Five-Point Consensus เป็นกรอบในการแก้ไขปัญหา แต่ผ่านมาหลายปี ความคืบหน้าก็ยังจำกัด ขณะที่สถานการณ์ภายในเมียนมาก็ยังคงซับซ้อน นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนเองก็มีท่าทีต่อเมียนมาแตกต่างกัน บางประเทศต้องการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่บางประเทศเห็นว่าการเปิดช่องทางพูดคุยโดยตรงอาจเป็นวิธีที่เป็นจริงมากกว่า รวมถึงท่าทีอื่นๆ นี่จึงไม่ใช่เพียง “ปัญหาเมียนมา” แต่เป็นบททดสอบว่าอาเซียนสามารถสร้างจุดยืนร่วมต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคของตัวเองได้มากเพียงใด

กรณีที่สอง “ทะเลจีนใต้” เรื่องทะเลจีนใต้ ประเทศในอาเซียนมองและแสดงออกต่อปัญหานี้ต่างกัน สำหรับฟิลิปปินส์ ทะเลจีนใต้เป็นเรื่องของความมั่นคงและอธิปไตยโดยตรง ขณะที่สมาชิกอาเซียนประเทศอื่นมีระดับความเกี่ยวข้องและความสัมพันธ์กับจีนแตกต่างกัน จึงมีท่าทีที่ต่างรวมถึงสงวนท่าทีในการแสดงออกอย่างมาก การสร้างจุดยืนร่วมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังต้องหารือทั้งความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และสงครามกลางเมืองเมียนมาพร้อมกัน สะท้อนว่าความท้าทายด้านความมั่นคงกำลังเข้ามาทดสอบกลไกของอาเซียนหลายด้านในเวลาพร้อมๆกัน

แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือการแข่งขันระหว่าง จีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ว่าภูมิภาคไหนก็หนีไม่พ้น

ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ได้มีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งสองเหมือนกัน บางประเทศพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจอย่างมาก บางประเทศมีความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ขณะที่หลายประเทศพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย ความแตกต่างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะแต่ละประเทศย่อมมีผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง แต่ต้นตอของปัญหาน่าจะเป็น “ประตูหลังบ้าน” ที่ทุกประเทศมีกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดการแข่งขันกันดุเดือด หลายประเทศเลือกใช้ประตูหลังบ้านเพื่อตักตวงผลประโยชน์ของตน สิ่งที่ตามมาคือ อาเซียนไม่สามารถสร้าง “เสียงร่วม” ในเรื่องสำคัญได้ และนี่คือจุดอ่อนสำคัญของ ASEAN Centrality

เพราะความเป็นศูนย์กลางไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศว่า “เราเป็นศูนย์กลาง” แต่เกิดจากการที่ผู้อื่นเห็นว่า “หากต้องการจัดการปัญหาในภูมิภาคนี้ จำเป็นต้องมีอาเซียนอยู่ในสมการ”

ปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชา จึงเป็นทั้ง “ปัญหา” และ “โอกาส” ของ ASEAN Centrality ในเวลาเดียวกัน

หากประเทศสมาชิกมีข้อพิพาทกัน แล้วสุดท้ายต้องพึ่งมหาอำนาจภายนอกเป็นผู้จัดการปัญหา ความน่าเชื่อถือของอาเซียนย่อมถูกตั้งคำถาม แต่หากอาเซียนสามารถสร้างพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งพูดคุยกันได้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้แก้ปัญหาทั้งหมดด้วยตัวเอง นั่นก็เป็นหลักฐานว่าอาเซียนยังมีความหมาย

ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงสำหรับอาเซียนในวันนี้ คือจะทำอย่างไรให้ ASEAN Centrality เกิดขึ้นและมีพลังในความเป็นจริง? ซึ่งคำตอบวันนี้อาจคือการที่อาเซียนต้องการผู้นำ ที่กล้าลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาชักชวนชาติอื่นให้ขยับตาม รวมถึงลุกขึ้นมาแหกกฎเดิมๆของอาเซียนที่ดึงไม่ให้อาเซียนเดินหน้าไปไหน  

ในมุมของผู้เขียน นี่เป็นบทบาทที่ไทยควรคิดและควรทำ ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างจีนหรือสหรัฐฯ และไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ส่งเสียงดังที่สุดในอาเซียน แต่ควรกลับมาเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมประเทศที่คิดต่างเข้าหากัน

ด้วยภูมิศาสตร์ ขนาดเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ไทยมีต่อทั้งจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศมหาอำนาจระดับกลาง ทำให้ไทยมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ที่ดีได้ ประเทศไทยจึงควรผลักดัน ASEAN Centrality ที่เป็นทั้งสถานะ และ ศักยภาพ (Status and Function) ด้วยการเริ่มตั้งคำถามใหม่เพื่อหาคำตอบร่วมกัน เช่น เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น อาเซียนจะทำอะไรได้จริง จะทำอย่างไร ที่สำคัญอาจต้องกล้าตั้งคำถามกับวัฒนธรรม ASEAN Ways แบบเดิมๆที่ล๊อคอาเซียนมาตลอด

อาเซียนต้องรีบทำ เพราะดูแล้วว่า อนาคตข้างหน้า ถ้า ASEAN Centrality ยังเลื่อนลอยเช่นนี้ โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจะทดสอบเราอย่างหนักหน่วง และสร้างความเหนื่อยยากให้ทุกประเทศอย่างแน่นอน

เอวัง