ตามข่าวการเมืองให้มีความสุข? (1)

ตะเกียงเจ้าพายุ31 ส.ค. 2569 • 10:43 น.
ตามข่าวการเมืองให้มีความสุข? (1)

 

ทวี สุรฤทธิกุล

 ข่าวการเมืองสมัยนี้ไม่สนุก บางสื่อเน้นสีสันมากไปจนเลอะเทอะ บางสื่อก็ชอบเลือกข้างสร้างกระแส จนถูกเรียกว่า “เสี้ยม” ก็มี ทำให้สื่อสมัยนี้ “เสื่อม” เอามาก ๆ

 เมื่อ 30-40 ปีก่อน ครั้งที่สื่อโทรทัศน์กำลัง “ครองเมือง” คือเป็นที่นิยมและมีอิทธิพลต่อผู้ชมเป็นอย่างมาก การนำเสนอข่าวของโทรทัศน์ต่าง ๆ มีการแข่งขันกันอย่างหนัก โดยเป็นแนวข่าวแบบ “เจาะลึก” คือการหาข้อมูลข่าวอย่างละเอียด ลึกเข้าไปในเหตุการณ์ของข่าวต่าง ๆ พร้อมข้อวิเคราะห์และความเห็นของ “ผู้รู้ - ผู้เชี่ยวชาญ” ไม่เพียงแต่ที่เป็นข้อมูลจากนักข่าวที่เป็นผู้ทำข่าว ที่จะมีแต่ข้อมูลที่ว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” ตามแนวข่าวแบบเดิม ๆ ซึ่งผู้ชมก็จะได้ “ความรู้และความเข้าใจ” มากขึ้น 

 ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในยุคนั้นท่านก็เป็น “กูรูข่าว” ด้วยคนหนึ่ง (ท่านเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2487 ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ. 2492 เขียนคอลัมน์ต่าง ๆ กว่า 2,000 เรื่อง ถึง พ.ศ. 2536 อายุ 82 ปี ป่วยเข้าโรงพยาบาลก็นอนอัดเสียงใส่เทปส่งมาให้โรงพิมพ์เกือบทุกวันจนถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2538 โดยมีวิทยุเปิดฟังข่าวฟังอยู่ข้างหัวนอนเตียงคนไข้ ที่ท่านต้องฟังทุกข่าวต่าง ๆ ทุกวัน) ท่านชอบรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท.มาก ชื่อรายการข่าวนั้นคือ “ข่าวรับอรุณ” รายการนี้ออกอากาศวันจันท์ถึงศุกร์ เริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งท่านจะตื่นมาก่อน 6 โมงเช้าเล็กน้อย เข้าห้องน้ำแล้วก็ออกมานั่งหน้าโทรทัศน์ที่อยู่ติดกับเตียงนอน ดูข่าวรับอรุณของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่อ่านร่วมกันกับคุณอรุณโรจน์ เลี่ยมทอง นั่งจิบน้ำชาอุ่น ๆ ไปด้วย จนถึงเวลา 7 โมงก็อาบน้ำแต่งตัวลงมารับประทานอาหารเช้าที่เฉลียงใต้ถุนบ้านเรือนไทย ริมบ่อบัววิคตอเรีย แบ่งขนมปังปิ้งให้เจ้าหงส์ขาวหงส์ดำที่ว่ายเข้ามาใกล้ ๆ เสร็จแล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ที่ท่านรับเป็นสมาชิกส่งมาให้ที่บ้าน (ฉบับเช้าประมาณ 10 ฉบับ แล้วตอนบ่ายในเวลาน้ำชาก็มีรับอีกอีก 4 ฉบับ) ท่านก็อ่านอย่างวิเคราะห์ เพราะในช่วงที่ผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการของท่าน (พ.ศ. 2523 - 2529) และได้พักอาศัยอยู่ในบ้านสวนพลูนั้นด้วย ทุกเช้าก็ได้มานั่งรับประทานอาหารเช้า และฟังท่านวิเคราะห์ข่าวต่าง ๆ ให้ฟังอยู่เป็นประจำ (แต่ก็เป็นตามอารมณ์ของท่านที่มักจะเป็นไปตามสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้น ๆ บางวันถ้ามีเรื่องไม่ดี ท่านก็จะเงียบ แสดงว่าท่านไม่มีอารมณ์ที่จะแสดงความเห็น เราก็ไม่ไปซักไซร้อะไร แม้ว่าอยากจะรู้อะไรลึก ๆ ในเรื่องนั้น)

 วันหนึ่งใน พ.ศ. 2529 หลังการประกาศยุบสภา สื่อต่าง ๆ พากันวิเคราะห์ว่าพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภาครั้งเป็นเพราะกลัวการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการนำเรื่องส่วนตัวของ “ป๋าเปรม” มาแฉในสภาด้วย นำโดย “เหลิมดาวเทียม” นายเฉลิม อยู่บำรุง ดาวสภาในยุคนั้นผู้ได้ชื่อว่ามีลีลาที่เผ็ดร้อนดุเดือด รวมถึงความน่ากลัว ถึงขั้นที่มีคำกล่าวว่า “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อ่านข่าวนี้แล้วก็ส่ายหัว พูดกับผู้เขียนที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยว่า “มันชักจะเลยเถิด อีกหน่อยใครมีไฝฝ้าเป็นขี้ทูดตุดขังที่ไหนก็คงจะนำมาแฉกันหมด” ผู้เขียนอยากรู้ว่ามันเสียหายยังไงแต่ก็ไม่กล้าถาม แต่ก็จำประโยคนั้นมาโดยตลอด 

 จนถึงใน พ.ศ. 2536 ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช(และไม่ได้กลับมาที่บ้านสวนพลูอีกเลย จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 9 ตุลาคม 2538) ห้องพักของท่านเป็นห้องที่มีลานดาดฟ้าขนาดใหญ่อยู่ทางทิศใต้ รับลมเย็นได้ดีไม่ผิดกับที่บ้านซอยสวนพลู มีห้องนอนเสริมขนาดที่นอนได้สักสองเตียงสำหรับญาติหรือคนที่เฝ้าไข้มาพัก นอกเหนือจากห้องผู้ป่วย ห้องรับแขก และแพนทรี่เตรียมอาหารอย่างครบครัน บ่อยครั้งที่คนที่มาเยี่ยมมีจำนวนมากและเยี่ยมอยู่กันเป็นเวลานาน ๆ จนถึงเวลารับประทานอาหาร ก็จำเป็นจะต้องสั่งอาหารในคอฟฟี่ช็อปของโรงพยาบาล ที่ได้ชื่อว่าอาหารอร่อยและมีให้เลือกหลากหลาย ขึ้นมารับประทาน ส่วนมากก็เป็นอาหารแบบจานเดียว เสร็จแล้วก็ช่วยกันเอาจานมาวางไว้ที่หน้าห้องคนไข้ เหมือนกับที่เราไปพักโรงแรมแล้วเราก็เอาจานอาหารมีวางให้พนักงานสามารถเก็บได้ง่าย ๆ โดยไม่ไปรบกวนแขกที่พักในห้อง

 แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น เพราะนักข่าวของช่อง 9 อสมท.ได้ไปถ่ายรูปจานอาหารที่วางทานแล้วหน้าห้องคนไข้ที่ชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาให้ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อ่านออกอากาศ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ติดตามข่าวของ ดร.สมเกียรติอยู่เป็นประจำก็ “ระเบิดเปรี้ยง” จนเป็นข่าวออกไปว่าท่านโกรธมาก ซึ่งท่านก็อธิบายว่าการทำข่าวแบบนี้มันละเมิดเรื่องส่วนตัวมากจนเกินไป ในทางจรรยาบรรณสื่อถือว่า “เสียมรรยาทอย่างร้ายแรง” และท่านยังพูดกับคนใกล้ชิดว่า “อีกหน่อยสื่อแบบนี้จะมีมากขึ้น คอยดูสิใครอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่ทุกคนจะอยู่ลำบาก แม้แต่คนดูก็จะอึดอัด ไม่สุขสบายหรอก เชื่อสิ”

 มาถึง พ.ศ. นี้ เราจะเห็นข่าวในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในพวกสื่อโซเชียล ซึ่งในยุคของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังไม่บูม ข่าวในสื่อโซเชียลจะเน้นสีสัน ความดราม่า เพื่อสร้างกระแส หายอดไลค์ยอดแชร์ยอดคอมเมนต์ให้มาก ๆ ก็ยิ่งทำให้ข่าวนั้นถูกบิดเบือนไปเรื่อย ๆ จนหาสาระหรือเนื้อข่าวนั้นไม่ได้ และยิ่งคนอ่านข่าวต้องใส่อารมณ์หรือ “เล่นละคร” ใส่สีหน้าท่าทางให้เข้ากับข่าวนั้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ข่าวนั้นดูเลอะเทอะเละเทะ (เคยถามเพื่อนนักข่าวคนหนึ่ง เขาบอกว่าสื่อแบบนี้เขาไม่ได้อ่านข่าวแล้ว แต่เรียกกันเองว่าเป็น การ“เล่าข่าว” เพื่อเลี่ยงการไปก้อปปี้ข่าวเขามาอ่าน ก็ต้องเพิ่มสีสันให้กับเนื้อข่าวที่ได้มา แต่ก่อนก็ขอบคุณที่มาของข่าวนั้น ๆ แต่หลัง ๆ ก็ไม่มีแล้ว) บางทีก็ต้อทำให้เหมือนมีการแสดงละครใส่กัน คนที่ไม่ทะเลาะกันก็หาทางให้ทะเลาะกัน โดยการออกข่าวให้แต่ละฝ่ายมาตอบโต้ จากนั้นก็จะมีแฟนคลับของแต่ละฝ่ายเข้ามาแจม กลายเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม เป็นอันสำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมายตามที่สื่อ หรือ “เสี้ยม” นั่นต้องการ

 อย่างไรก็ตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เคยพูดถึงทางออกหรือการที่จะติดตามสื่อต่าง ๆ ให้เราไม่มีความทุกข์มากเกินไป แต่คงต้องไปอ่านในสัปดาห์หน้า ซึ่งคงจะทำให้บางคนที่ไม่สนใจข่าวการเมือง หรือแม้กระทั่งที่ไม่อยากจะเป็นคนไทย ได้กลับมาสนใจบ้านเมืองของเรา และยังอยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง