ประชานิยมสร้างหรือทำลายสังคม? (3)

ตะเกียงเจ้าพายุ13 พ.ย. 2566 • 08:30 น.โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ประชานิยมสร้างหรือทำลายสังคม? (3)

ทวี สุรฤทธิกุล

พลังอำนาจทางการเมืองที่ถือว่าเป็นสุดยอดคือ “อภินิหาร” ซึ่งสมัยนี้นิยมสร้างด้วย “ประชานิยม”

“เงินผัน” ใน พ.ศ. 2518 คือ “อภินิหาร” ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่นักวิชาการและสื่อกระแสหลักในสมัยนั้นด่าว่าเป็น “เงินผลาญ” กระนั้นอีก 26 ปีต่อมา พรรคไทยรักไทยโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็เอามาดัดแปลงใช้อีก ซึ่งก็ได้สร้างอภินิหารให้คุณทักษิณเป็น “เทวดา” มาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของหัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งก็คือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 หลังจากจบปริญญาตรีในปีนั้น ต่อมาใน พ.ศ. 2525 ก็ได้เรียนปริญญาโทที่เดิมในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคการเมืองไทย : ศึกษากรณีพรรคกิจสังคม” เพื่อศึกษาความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของพรรคกิจสังคมในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง “เงินผัน” หนึ่งในชุดประชานิยมยุคแรกที่ประกอบด้วย “เงินผัน ประกันราคาพิชผล ส่งเสริมสภาตำบล คนจนรักษาฟรี” ที่พรรคกิจสังคมเป็นผู้นำมาใช้เป็นนโยบายทางการเมือง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองในเชิง “นโยบาย” แตกต่างจากสมัยก่อนหน้านั้นที่เป็นการต่อสู้ในเชิง “ตัวบุคคล”

“เงินผัน” ได้ทำให้ชื่อเสียงของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เด่นดังอยู่แล้วยิ่งเด่นดังขึ้นไปอีก รวมถึงความโดดเด่นของพรรคกิจสังคมที่ครองเสียงข้างมากในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในสมัยต่อ ๆ มา ด้วยคำพูดติดปากชาวชนบท “ถนนคึกฤทธิ์ คลองคึกฤทธิ์ บ่อน้ำคึกฤทธิ์” กระทั่ง “สะใภ้และลูกเขยคึกฤทธิ์” ที่ทำให้หนุ่มสาวได้แต่งงานกันจากการไปรับจ้างทำงานในโครงการเงินผัน แม้กระทั่งกุ้ง ปลา ปู และหอย ที่เกิดในคลองและบ่อน้ำที่ขุดด้วยเงินผัน ก็เรียกว่า “กุ้งคึกฤทธิ์ ปลาคึกฤทธิ์ ปูคึกฤทธิ์ และหอยคึกฤทธิ์” ไปด้วย

สิ่งนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า “อภินิหาร” อันเป็น “ทรัพยากรทางอำนาจ” ที่เรา ๆ อาจจะลืมไปแล้ว

หลายท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้วว่า “การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ” ซึ่งนักวิชาการฝรั่งได้ศึกษาเรื่องอำนาจนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ก่อนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยค้นพบว่าอำนาจนี้สามารถสร้างหรือหามามาได้ สิ่งที่สร้างหรือหามาได้เพื่อให้มีอำนาจมากขึ้นนี้นักวิชาการท่านเรียกว่า “ทรัพยากรทางอำนาจ” (Power Resources) อย่างที่ Max Weber ปราชญ์เยอรมันคนแรก ๆ ที่วางรากฐานการศึกษาในแนวนี้บอกว่า บอกว่าอำนาจนี้สามารถสร้างได้ด้วยการมีตำแหน่งหน้าที่อย่างหนึ่ง และบารมีในตัวตนที่สร้างสมมาอีกอย่างหนึ่ง ต่อมาหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 Harold Lasswell นักรัฐศาสตร์อเมริกันก็เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจนี้ว่าผู้นำที่จะมีอำนาจมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้อำนาจอะไรมา ได้มาเมื่อไร และได้มาอย่างไร (Who gets what, when and how ?) จากนั้น Robert Dahl นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งก็มาแยกแยะให้เห็นว่าอำนาจนี้มีที่มาอย่างไร โดยเฉพาะอำนาจในระบบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ต้องมาจากความนิยมชมชอบจากประชาชนเป็นหลัก

ตำราอเมริกันกล่าวว่า ทรัพยากรทางอำนาจมีหลัก ๆ อยู่ 4 อย่าง คือ การควบคุมคน ความมั่งคั่ง ความนิยม และความเชี่ยวชาญในการใช้อำนาจ แต่ถ้าเป็นตำราไทย ผู้เขียนอยากเพิ่มเติมไปอีกอย่างหนึ่ง คือ “อภินิหาร” หรือความสามารถในการสร้างปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดได้อย่างเหลือเชื่อ

ประเทศไทยนี้ก่อตั้งขึ้นได้ด้วยอภินิหารของพระร่วงที่ทำให้ได้เกิดอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมาโดยแท้ ถ้าใครจำตำนานเรื่องการใช้ชะลอมใส่น้ำไปส่งให้กษัตริย์ขอมได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้จักรวรรดิขอมกระเทือน รวมทั้งเมื่อกษัตริย์ขอมได้ส่งนายทหาร “ดำดิน” มาโผล่ที่สุโขทัย ก็เจอวาจาสิทธิ์ของพระร่วงจนกลายเป็นหินอยู่กลางลานวัดนั้น จากนั้นผู้คนก็ฮือฮาในบุญญาธิการของพระร่วงที่เรียกว่าอภินิหารนี้มากขึ้น ๆ เกิดพลังร่วมกันที่จะแยกตัวออกจากการปกครองของขอม ที่สุดก็เป็นเอกราช กระทั่งถึงรัชสมัยพ่อขุนบางกลางท่าวก็สถาปนารัฐไทยขึ้นมา ชื่อว่าอาณาจักรสุโขทัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก มีพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

แนวคิดนี้สอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนไว้เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยอยุธยา ที่ไม่ใช่เพียงเพราะพระองค์จะเป็นผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าได้อย่างราบคาบ พระองค์ท่านยังสามารถแผ่ขยายพระราชอำนาจและพระราชอาณาจักรไทยออกไปอย่างกว้างขวางที่สุด ก็ด้วย “อภินิหาร” หลาย ๆ อย่างที่พระองค์ท่านได้ทรงกระทำ โดยท่านอาจารย์ได้นำข้อเขียนของฝรั่งชาวฮอลันดาคนหนึ่ง ชื่อฟอน ฟลีท ที่คนไทยเรียกว่า วันวลิต มาเป็นหลักฐานยืนยัน

นายวันวลิตได้เขียนในสิ่งที่คนไทยไม่กล้าเขียน คือเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเจ้าหรือพระมหากษัตริย์ (และที่จริงคนไทยก็ไม่ค่อยชอบเขียนบันทึกอะไรเลย หลักฐานต่าง ๆ ในสมัยโบราณจึงมีแต่ที่ได้จากบันทึกของฝรั่งเท่านั้น) โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับพระนเรศวร ที่มีคำร่ำลือต่าง ๆ ทั้งในทางบวกและทางลบมากมาย ในทางบวกก็คือความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและรบเก่ง ส่วนในทางลบก็คือความเหี้ยมโหดและเรื่องแปลกประหลาดต่าง ๆ เกี่ยวกับพระองค์ท่าน เช่น การสั่งฆ่าพวกมอญที่เกณฑ์มาเผาอิฐที่ปากเกร็ด เมื่อทำงานช้าเผาอิฐได้ไม่ทันใช้ หรือทรงโปรดเสวยเลือด เป็นต้น ซึ่งเรื่องที่เป็นลบทั้งหมดนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นการสร้างอภินิหารในทางน่ากลัวให้กับพระนเรศวร เพื่อเสริมพระบรมเดชานุภาพในหมู่ศัตรู แต่ที่ส่งผลไปมากกว่านั้นก็คือ ได้ย้ำเตือนค่านิยมอย่างหนึ่งในสังคมไทย ว่าคนไทยนั้นยังเชื่อถือโชคลางและเรื่องลี้ลับ อันทำให้เรื่องร่ำลือในทางร้ายต่าง ๆ ยังคงใช้ได้เสมอในการสร้างอำนาจให้กับผู้นำไทย (ในสมัยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเรื่องนี้คือยุคทหารครองเมือง การไล่ล่าทำลายศัตรูจึงเป็นเรื่องปรกติของสังคมไทยยุคนั้น เช่นเดียวกันกับการปล่อยข่าวในทางร้ายเกี่ยวกับผู้นำทหารบางคน อย่างเช่นกรณีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น) เรื่องนี้สำนักพิมพ์สยามรัฐได้เคยมารวมพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มเล็ก ๆ ชื่อว่า “กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้” ปัจจุบันน่าจะเป็นหนังสือหายากที่มีขายแบบออนไลน์เฉพาะผู้สนใจจริง ๆ เท่านั้น

เรื่องการสร้างอภินิหารของผู้นำไทยนี้ยังมีที่น่าสนใจอีกมาก แต่ก็อยากกระชับให้อยู่ในกรอบของบทความชุดนี้ ก็จะขอกล่าวต่อไปเฉพาะแต่ที่เป็นเรื่องราวของผู้นำในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลาย ๆ คนเชื่อว่า ประเทศไทยในยุคนี้ถูกปกครองด้วย “ระบอบทักษิณ” ที่พยายามสร้างอภินิหารต่าง ๆ เรื่อยมา ที่แฝงมาในรูปของนโยบายประชานิยมต่าง ๆ นั้นส่วนหนึ่ง กับที่อาจจะทำผ่านการปล่อยข่าว “ชั่ว ๆ” อยู่เป็นระยะ ๆ นั้นด้วย

ประชานิยมที่กระทำด้วยเจตนาดี ผลที่เกิดขึ้นก็ย่อมดี ตรงข้ามกับที่มีเจตนาร้ายก็จะส่งผลร้าย ไม่แต่กับเฉพาะประชาชน แต่จะส่งผลเป็นหายนะแก่คนและพรรคการเมืองที่ทำนั้นด้วย