แก้รัฐธรรมนูญให้ศักดินาหมดไป (4)

ตะเกียงเจ้าพายุ9 ก.ย. 2562 • 02:00 น.โดย ทวี สุรฤทธิกุล
แก้รัฐธรรมนูญให้ศักดินาหมดไป (4)
ทวี สุรฤทธิกุล “ศักดินา” นั้นเลวร้ายอย่างไรรึ? ประการแรก อย่างที่เราอยู่กันมา ด้วยระบบที่เราต้องพึ่งพิง “ผู้มีอำนาจวาสนา” ทำให้เรา “ไปไม่เป็น” เอะอะมีปัญหาอะไรก็ร้องหาผู้มีอำนาจ เป็นที่ชอบใจของผู้อยากมีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ พูกง่ายๆ ว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในประเทศไทย ปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมก็คือ ความ “ใจอ่อน” ของคนไทย ที่ไม่ค่อยสนใจว่าใครจะมาปกครอง ขอให้ตัวเองอยู่สุขอยู่สบายต่อไปก็พอ แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือความเกรงกลัวผู้มีอำนาจ ยอมที่จะให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจตามอำเภอใจ มองว่าปัญหาของบ้านเมืองคือปัญหาของผู้ที่มีอำนาจ หาใช่ราษฎรตัวเล็กๆ ไม่ เอาแต่รักษาตัวรอดและหาหนทางแต่จะพึ่งพิงผู้มีอำนาจวาสนาเหล่านั้น ประการต่อมา ระบอบศักดินาสร้างความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคม เพราะโดยพื้นฐานของระบอบนี้คือการจัดระเบียบชนชั้นทางสังคม โดยผู้ปกครองในยุคโบราณมีวัตถุประสงค์หลักต้องการจะบังคับบัญชาสั่งการ “ควบคุม” ผู้คน เพื่อใช้แรงงานของผู้คนในการทำงานให้แก่รัฐ ได้แก่ การทำศึกสงคราม การก่อสร้างงานสาธารณะ การเก็บส่วย และผลประโยชน์ต่างๆ ของรัฐ ที่เรียกง่ายๆ ว่า “ระบบไพร่” แม้ต่อมาจะมีการยกเลิกระบบไพร่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ด้วย “ความคุ้นเคย” ที่สั่งสมอยู่ในระบบต่างๆ ของสังคมไทยกว่า 500 ปี ก็ยังคงทำให้คนไทยจำนวนมากยังรู้สึกว่า เรานั้นยังไม่เท่าเทียมกันแต่อย่างใดเลย อีกประการหนึ่ง เมื่อบ้านเมืองเราพยายามจะเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยความที่คนไทยไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย คุ้นเคยอยู่กับระบบ “ท่านสร้างให้” ทำให้ผู้นำยกมาเป็นข้ออ้างในการ “เตรียมความพร้อม” ต่างๆ นานา แม้แต่ในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรก็พยายาม “กำกับ” ประชาธิปไตยให้อยู่แต่ในกลุ่มตน แล้วผู้นำที่รับช่วงต่อๆ มาก็ “เลียนแบบ” คณะราษฎร ด้วยการพยายามที่จะรักษาอำนาจใอยู่แต่ในกลุ่มตน ไม่เว้นแม้แต่ในระบบที่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองทั้งหลายก็พยายามจะไม่ให้อำนาจที่ได้มานั้นหลุดรอด ทั้งยังพยายามที่จะ “เสริม” อำนาจนั้นให้ยิ่งใหญ่และแข็งแรง ดังที่เราได้เห็นพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในบางยุคสมัย “เหิมเกริม” คิดจะ “กินรวบ” ประเทศไทย “ศักดินา” ได้ทำให้ชนชี้นนำบางกลุ่ม “ย่ามใจ” และคิดจะครอบครองประเทศไทยให้อยู่ในอุ้งมือ ดังที่เราได้เห็นในยุคใกล้ๆ ตัวเรานี้ ที่เริ่มต้นก็ได้อาศัย “ความกลัวผู้มีอำนาจ” ของคนไทยเข้าทำการยึดอำนาจ โดยอ้างว่าเข้ามา “รักษาสถานการณ์” สร้างบ้านเมืองให้เรียบร้อย (ชื่อก็บอกแล้วว่า “คณะรักษาความสงบ(เรียบร้อย)แห่งชาติ) เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วก็จะคืนอำนาจนั้นสู่ประชาชน โดย “ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่ต่อมาจากนั้นก็พยายาม “จัดฉาก” ให้ดูเอิกเกริกวุ่นวาย มีคณะปฏิรูปประเทศ มีคณะร่างรัฐธรรมนูญ โดยหมกเม็ดไว้อย่างซับซ้อนในรัฐธรรมนูญชั่วคราว แล้วพอถึงเวลาหนึ่งก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นแท้งไป ตั้งสภาปฏิรูปกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ จัดการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นอย่างประณีต ด้วยการจัดวางกลไกที่จะสืบทอดอำนาจไว้อย่างแยบยล จนเวลาผ่านไปเข้าปีที่ 5 จึงได้ประกาศให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็เต็มไปด้วยกลอุบายที่คนทั่วๆ ไปยากจะเข้าใจ เช่น ระบบการเลือกตั้งและการนับคะแนนแบบใหม่ การดูดกลืนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมาเข้าด้วยพรรคแกนนำรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง และเมื่อการเลือกตั้งประกาศผลแล้วก็ดูดกลืนพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาหนุนรัฐบาล เป็นต้น กระบวนการในการ “สร้างอำนาจเหนือ” ของชนชั้นนำบางกลุ่มนี้ ได้อาศัย “วัฒนธรรมศักดินา” ดังที่อธิบายมาข้างต้นทั้งสามประการนั้น คือชนชั้นนำเหล่านั้นรู้ว่าคนไทย “ไม่เอาไหน” ไม่กล้าต่อต้านหรือโงหัวขึ้นสู้ (แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ไม่ชอบศักดินา และรู้ดีว่าศักดินานี้ไม่ดีอย่างไร แต่ด้วยสภาพของ “ศักดินาเหนือศักดินา” ก็ทำให้คนกลุ่มนี้จำต้องก้มหัวให้ชนชั้นนำกลุ่มนี้ต่อไปโดยดุษณีย์) ก็ฉวยเอาอำนาจนั้นไว้อย่างไม่เกรงใจ ต่อมาด้วยเมื่อชนชั้นนำพวกนี้มีอำนาจขึ้นมาแล้ว ก็จะวางตัวว่าอยู่ในฐานะ “ถือไพ่เหนือ” คือคิดเองทำเองแทนประชาชน กล่าวอ้างว่าประชาชนต้องการอย่างสิ่งโน้นสิ่งนี้ แล้วก็ “จัดให้” ตามแต่ที่จะคิดได้ ด้วยนโยบายเอาอกเอาใจประชาชน พร้อมกับจัดการ “ขีดวงล้อม” ไม่ให้คนกลุ่มอื่นเข้ามาช่วงชิงอำนาจ สุดท้ายก็อาศัยความไว้วางใจจากประชาชน วางกลไกเพื่อการสร้างเสริมอำนาจและสืบทอดอำนาจของกลุ่มพวกตน ให้อยู่ในอำนาจนั้นนานเท่านาน ถึงขั้นกำหนดเป็น “เป้าหมายของชาติ” อย่างน้อย 20 ปีนั้น แต่แรกบทความนี้ตั้งใจจะเสนอรูปแบบและเนื้อหาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ดังชื่อบทความที่ตั้งไว้ แต่เมื่อเขียนมาสักระยะก็ได้รับคำแนะนำจากผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ว่า “คงไม่มีประโยชน์” คงเป็นแค่ “เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง” เสียเวลาเปล่าๆ ด้วยเหตุผลว่า ผู้มีอำนาจกลุ่มดังกล่าวได้วางแผนการณ์ต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มจากการสนองตอบต่อนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่หาเสียงไว้กับประชาชนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในอายุของรัฐบาลนี้น่าจะเป็นได้เพียงแค่การตั้งคณะกรรมการศึกษา การรับฟังความคิดเห็น การจัดทำข้อเสนอ ซึ่งก็จะใช้เวลานานเท่าใดก็ได้ ที่สุดจนสิ้นอายุของรัฐบาลนี้ก็จะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรคนไทยจำนวนมากก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเราต้องอยู่ภายใต้การปกครองแบบนี้ เพลง “ความสุขใต้ร่มศักดินา” ช่างแสนอมตะซะจริงๆ