บทเรียนของฝรั่งเศสในอินโดจีน
ทองแถม นาถจำนง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ในวงสนทนากับเพื่อน ๆ รุ่นน้อง ผมพูดพาดพิงไปถึงสงครามเวียดนาม เอ่ยถึงชื่อผู้นำเวียดนามใต้ในยุคนั้น เพื่อนรุ่นน้อง ๆ จดจำได้เพียงลาง ๆ เพราะสมัยนั้นพวกเขายังเด็กมาก ผมก็เลยคิดว่า การนำเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคใกล้ในประเทศเพื่อนบ้านของเรามาเล่าในคอลัมน์นี้บ้าง สลับไปกับเรื่องแนวอื่น ๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่บังเอิญติดตามคอลัมน์นี้ (ผมเดาเอาว่าแฟนคอลัมน์นี้ น่าจะมีคนสูงอายุเป็นจำนวนมากกว่าเยาวชน)
ในหนังสือ “สงครามเวียดนาม” มีข้อมูลประวัติศาสตร์ยุคสงครามเวียดนามอยู่มากมาย วันนี้ผมคัดเรื่องที่ พลตรี ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าย้อนหลังถึงเรื่องคราวที่ฝรั่งเศสทำสงครามกับเวียดมินห์ เพื่อจะยึดครองเวียดนามไว้ต่อไปแม้ว่าฝรั่งเศสจะเสียหายยับเยินในสงครามโลกครั้งที่สองไปหยก ๆ ก็ตาม
ฝรั่งเศสมายึดครองเวียดนามอีก แล้วก็ต้องใช้กำลังทหารถึงสองแสนคนเข้ามาต่อสู้ปราบปรามขบวนการกู้ชาติที่นำโดยโฮจิมินห์ แล้วก็พ่ายแพ้อย่างยับเยินที่เดียนเบียนฟู
หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาจึงเข้ามาแทนที่ฝรั่งเศส
ท่านอาจารย์หม่อมเล่าไว้ในรายการ “เพื่อนนอน” วันที่ 1 พฤษภาคม 2507 ว่า “เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นึกไปถึงเรื่องบางเรื่องในอดีตเมื่อ 10 ปีมาแล้ว และเพิ่งครบ 10 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้ ที่ฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้แก่พวกคอมมิวนิสต์เวียตมินห์อย่างหนักที่เดียนเบียนฟู และการพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นเหตุให้ฝรั่งเศสต้องล่าถอยออกไปจากเมืองขึ้นในอินโดจีนทั้งหมดและต้องยอมให้ประเทศเหล่านี้เป็นเอกราช
ผลที่เกิดขึ้นครั้งนั้นก็คือลาวได้เป็นเอกราช ซึ่งก็ยังยุ่งยากอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขมรได้รับเอกราช และเวียตนามต้องแบ่งออกเป็นสองประเทศ คือเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ เวียตนามเหนือก็เป็นคอมมิวนิสต์ เวียตนามใต้ก็เป็นฝ่ายโลกเสรี ในระหว่างนี้พวกเวียดกงคอมมิวนิตส์ก็กำลังเข้าทำสงครามแบบบกองโจรอยู่ในเวียตนามใต้ แล้วก็รู้สึกว่าจะมีชัยชนะ มีกำลังมากขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเวียตนามใต้ของนายพลคาห์นและด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกากำลังต่อสู้อยู่อย่างหนัก
ผลของการสงครามที่ฝรั่งเศสรบกับพวกเวียตนามเมื่อ 10 ปีมาแล้วโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะครองเวียตนามต่อไปนั้น เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสต้องสูญชีวิตทหารไปประมาณแสนคน ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ แล้วก็ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการสงครามคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ อีกเหมือนกัน ในระหว่างนี้อเมริกาก็กำลังสู้กับพวกเวียตกงอยู่ในเวียตนามใต้.............
ในระยะเวลานั้นเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่แพ้สงครามคือแพ้เยอรมัน และเพิ่งจะมีชัยชนะเมื่อสงครามเลิกแล้วโดยคนอื่นเขารบให้ แต่อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสก็ยังเข้าใจว่าตนเองนั้นยังเป็นประเทศมหาอำนาจมีเมืองขึ้นมากมายอยู่ ความเข้าใจเช่นนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ว่าทั้ง ๆ ที่เข้าใจอย่างนั้น ฝรั่งเศสก็มีทหารไม่มากมายและเป็นทหารที่หย่อนในการฝึกอบรมในการรบ ประชามติของประชาชนในฝรั่งเศสในสมัยนั้นก็ไม่ได้สนับสนุนการทำสงครามที่ฝรั่งเศสออกมาทำอยู่อินโดจีน และด้วยเหตุนี้เอง อาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ฝรั่งเศสกำหนดไว้ว่าจะเอามาใช้ทำการรบในอินโดจีนจึงถูกบ่อนทำลาย ถูกก่อวินาศกรรมเสียในฝรั่งเศสถึงร้อยละ 40 เพราะคนที่ไม่ชอบสงครามในอินโดจีนนั้นมีอยู่มาก และพวกคอมมิวนิสต์ในฝรั่งเศสก็มีอยู่มาก ก็สามารถที่จะก่อวินาศกรรมได้ง่าย เมื่อประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เพิ่งจะแพ้สงครามมาหยก ๆ และต้องมาต่อสู้กับกองทัพเวียตมินห์ของนายโฮจิมินห์ซึ่งขณะนั้นมีความรู้สึกในชาตินิยมอย่างรุนแรง และมีความปรารถนาในเอกราชอย่างรุนแรงแล้ว กำลังใจมันก็ต้องผิดกันเสียแล้ว และด้วยเหตุนี้ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้ไปทั้ง ๆ ที่ต้องใช้ทหารเป็นจำนวนมากและใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ พวกเวียดกงที่ทำการรบพุ่งอยู่ในเวียตนามใต้ จะว่าเหมือนกับพวกเวียตมินห์สมัยเมื่อ 1 ปีมาแล้วก็ไม่ได้ ทั้งนี้โดยที่พวกเวียดกงเป็นแต่เพียงกองโจร ความรู้สึกในทางชาตินิยมก็อาจจะมีมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีรัฐบาลเวียตนามใต้ที่จะต้องต่อสู้กับบเวียดกงคือรัฐบาลของนายพลคาห์น รัฐบาลนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลใหม่แต่ก็มีเจตนาที่จะต่อสู้กับพวกเวียตกงอย่างแน่วแน่ และตามความจริงพวกที่ต่อสู้กับพวกเวียตกงอย่างจริงจังในเวลานี้ก็คือทหารของรัฐบาลเวียตนามใต้เป็นจำนวนถึง 4 แสนคน ไม่ใช่ทหารฝรั่งเศสล้วน ๆ เหมือนสงครามครั้งนั้น
การสงครามในระยะนี้เป็นชาวเวียดนามรบกับชาวเวียดนามเองมากกว่าชาวเวียตนามเองร่วมมือกันรบกับทหารต่างชาติ ความรู้สึกก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา จะเรียกว่าเหมือนกันไม่ได้ นอกจากไม่ได้เข้าไปอยู่ในลักษณะที่กลับเข้าไปครองเมืองขึ้นอย่างที่ฝรั่งเศสเคยทำมาเมื่อ 10 ปีมาแล้ว แต่สหรัฐอเมริกาเข้าไปในฐานะที่ได้รับการขอร้องจากรัฐบาลเวียดนามใต้ให้เข้าไปช่วยและก้อยู่ในฐานะเช่นนั้นตลอดมา ถ้าหากว่ารัฐบาลเวียดนามใต้ไม่ต้องประสงค์ความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาเมื่อไหร่แล้วเพียงแต่บอกมาคำเดียวสหรัฐอเมริกาก็จะถอนความช่วยเหลือไปหมดทั้งในเศรษฐกิจและในทางทหาร ทหารสหรัฐอยู่ได้ก็โดยที่รัฐบาลเวียตนามใต้ขอร้องให้มาอยู่ สถานการณ์ต่าง ๆ มันก็ผิดกันไปอย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุดนั้น ฝรั่งเศสได้เข้าไปทำการรบกับพวกเวียดมินห์เพื่อจะรักษาเมืองขึ้นของตนเอาไว้ สหรัฐอเมริกาเข้าไปเพื่อจะช่วยรัฐบาลหรือส่วนหนึ่งของประเทศเวียตนามที่ยังไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ให้ต้องตกไปอยู่ใต้อำนาจของคอมมิวนิสต์ เมื่อ 10 ปีมาแล้วฝรั่งเศสทำสงครามเพื่อจะรักษาตนเองให้คงอยู่ในอินโดจีนให้อยู่ในเวียตนามได้ต่อไป แต่สำหรับทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาเข้าไปช่วยเหลือ ไปรบกับพวกเวียดกงก็ความประสงค์ – ไม่ใช่ว่าจะให้สหรัฐอเมริกาอยู่ในเวียดนามต่อไป แต่ด้วยความประสงค์สำคัญว่า เมื่อเสร็จศึกบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว อเมริกาจะถอนตัวกลับจากเวียตนามไปบ้านเมืองของตน วัตถุประสงค์มันแตกต่างกันอย่างตรงข้ามเช่นนี้
แต่ว่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญทางทหารและทางเหตุการณ์ต่าง ๆ เขาก็กล่าวว่า เรื่องที่เหมือนกันนั้นมันก็มีอยู่ ในประการแรก ทหารฝรั่งเศสนั้นมีเทคนิคในการสงครามแบบตะวันตก คือมารบแบบทหารฝรั่ง ไม่ได้คำนึงถึงภูมิประเทศ เหตุการณ์ในเวียตนาม ซึ่งแตกต่างไปกว่าสิ่งที่ตนเคยชินมา เขาว่าทุกวันนี้ทหารอเมริกาก็มาสอนให้ทหารเวียตนามใต้ทำการรบแบบตะวัตตกหรือแบบฝรั่งเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะสมกับภูมิประเทศเหตุการณ์ และทำให้ต้องเสียเปรียบศัตรูได้มาก อีกอย่างหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นความละม้ายคล้ายคลึง ที่สำคัญก็คือว่ารัฐาลเวียตนามใต้ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกับรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อ 10 ปีมาแล้วที่ปกครองเวียตนาม คือว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนและความนิยมจากประชาชน
เพราะฉะนั้นก็ย่อมจะต้องไม่มีใครนิยม และอยากที่จะกำจัดให้พ้นไป รัฐบาลขอนายพลคาห์นทุกวันนี้เป็นรัฐบาลใหม่ มาขับไล่นายโงดินห์เดียมซึ่งเป็นรัฐบาลที่ชาวเวียดนามใต้เขาพิสูจน์แล้วว่าไม่ดีนั้นออกไป เพระฉะนั้น ความสงสัยต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่ และรัฐบาลก็ยังใหม่เกินไปที่จะทำอะไรให้ได้รับความสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศอย่างจริงจัง
ด้วยเหตุนี้ฐานะของรัฐบาลในใจของประชาชนนั้นเองก็ยังไม่แน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อ 10 ปีมาแล้ว ประชาชนเวียตนามทั้งประเทศนับถือโฮจิมินห์ในฐานที่เป็นผู้กู้ชาติอย่างไร ทุกวันนี้เขาก็ยังคงนักถืออยู่ คนที่อยู่ในชนบทห่างไกลความเจริญไม่รู้เหตุการณ์ของโลก คนเหล่านั้นเป็นคนที่มีความรักชาติเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ได้คำนึงถึงลัทธิการเมือง ไม่ได้คำนึงถึงระบอบการปกครอง คำนึงถึงแต่ตัวบุคคลซึ่งมาขับไล่ฝรั่งเศสออกไป และเขารู้จักโฮจิมินห์ในฐานะเช่นนั้นและถ้าพูดไปแล้ว โอจิมินห์ก็สามารถที่จะขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้จริง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้คนเวียตนามทั่วไปเขาก็นับถือ คนที่นับถือโอจิมินห์นั้นไม่ใช่แต่ที่จะมีอยู่แต่ในเวียตนามเหนือเท่านั้น ในเวียจนามใต้ก็คงจะนับถือ..........
นายพลเงียนคาห์นซึ่งมาใหม่ก็ยังใหม่เกินไปที่จะเข้าแทนตำแหน่งฐานะของโฮจิมินห์ในสายตาและในใจประชาชนได้ ปัญหาสำคัญของเวียตนามใต้ก็อยู่ตรงนี้” ข้างต้นนี้เป็นทัศนะของอาจารย์หม่อม เมื่อ พ.ศ 2507 ผลต่อมาก็คือ ไม่มีผู้นำเวียตนามใต้คนใดจะแทนที่โฮจิมินห์ได้ ในที่สุดเวียกนามก็รวมประเทศเป็นเอกภาพได้ใน พ.ศ 2518 และนครไซ่ง่อนก็เปลี่ยนชื่อเป็น “โฮจิมินห์ซิตี้”