"รอง จตช." โต้เดือด! พยานสมัครใจให้ปากคำ คดีสินบน "บิ๊กโจ๊ก" ปัดเร่งคดีตัดหน้าศาลปกครองสูงสุด
รอง จตช.ยันเชิญพยานไปสอบปากคำด้วยความสมัครใจ กรณีสินบน “บิ๊กโจ๊ก” ยันไม่ได้เร่งเดินเกมก่อนศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาให้ออกจากราชการ
เมื่อวันที่ 7 ม.ค.69 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผลการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน จ.สุราษฎร์ธานี จากกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หรือ บิ๊กโจ๊ก ติดสินบนกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าว ว่าเนื่องจากมีข่าวรวมทั้งบุคคลที่สร้างข่าวเท็จหรือบิดเบือน ที่อาจทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความสับสน จนไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการแถลงผลปฏิบัติการครั้งนี้ พร้อมเปิดคลิปส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของชุดตรวจค้นความยาวประมาณ 3 นาที จากคลิปทั้งหมด 3 ชั่วโมง เพื่อชี้แจงต่อข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างไม่ถูกต้อง โดยขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบกฎหมาย ตั้งแต่การอ่านหมายค้น รวมถึงแจ้งสาเหตุของการเข้าตรวจค้นว่ามีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตติดสินบน โดยขณะนั้นมีเพื่อนบ้านของนายสุรสิทธิ์อยู่ด้วย ก่อนเชิญนายสุรสิทธิ์ไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง สุราษฎร์ธานี ซึ่งนายสุรสิทธิ์สมัครใจขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่เอง เนื่องจากขับรถไม่เป็น ก่อนที่แฟนสาวจะขับรถตามมาในภายหลัง และอยู่ที่บริเวณหน้าห้องสอบปากคำตลอด 13 ชั่วโมง ตั้งแต่ 18:00-07:00 น. ตามที่เห็นในคลิปมีบางจังหวะที่นายสุรสิทธิ์ลุกขึ้นไปพูดคุยกับแฟนสาวที่อยู่บริเวณหน้าห้องสอบ ซึ่งยืนยันได้ว่าตลอดการสอบปากคำนายสุรสิทธิ์ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด ในห้องสอบปากคำ มีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์อยู่ด้วย
ส่วนคำให้การในครั้งแรกที่เกิดขึ้นทันทีกับคำให้การภายหลังสอบปากคำไปแล้วประมาณ 2-3 วัน แม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ปกติแล้วคำให้การครั้งแรกจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
ส่วนที่นายสุรสิทธิ์ ไปแจ้งความ สน.บุปผาราม เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจชุดดังกล่าวในวันตรวจค้นและสอบปากคำตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย อ้างว่าเป็นการค้นตามคดียาเสพติด ไม่ใช่คดีสินบน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันในหมายค้นจะมีการระบุอยู่แล้วว่า นอกจากความผิดหลัก หากมีการตรวจพบสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆก็สามารถดำเนินการได้ พร้อมย้ำว่าในการเชิญตัวไปสอบปากคำนายสุรสิทธิ์เต็มใจไปด้วยตนเอง ซึ่งตำรวจมองว่าเป็นเพียงการแจ้งความแก้เกี้ยวเท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกต ในวันที่พาตัวนายสุรสิทธิ์ไปสอบปากคำ รวมถึงระหว่างการสอบปากคำ นายสุรสิทธิ์ มีท่าทีผ่อนคลายมากกว่าตอนไปแจ้งความเอาผิดตำรวจที่ สน.บุปผาราม / ส่วนกรณีที่ให้นายสุรสิทธิ์เขียนข้อความลงบนกระดาษ เป็นการเขียนคำให้การของตัวเองหลังให้ด้วยวาจาแล้ว ซึ่งเป็นคำให้การตามข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีการให้สินบนทองคำแท่งที่บอกว่า ตนไม่รู้เรื่องและเป็นเพียงผู้น้อยที่รับของมาจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล และพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายสุรสิทธิ์ แต่เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน
เบื้องต้น ในคดีสินบนทองคำมีการแจ้งข้อหากับบุคคล 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสมบัติ ธรธรรม ซึ่งตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้ป.ป.ช. ดำเนินการแล้ว ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ตนไม่ทราบ
ส่วนผลคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในวันพรุ่งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ไม่สามารถกลับมารับราชการได้อีก เนื่องจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องให้ศาลปกครองพิจารณาคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ จึงทำให้คำสั่งให้ออกจากราชการสิ้นสุดไปทันที และยังไม่ทราบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ร้องศาลปกครองในคำสั่งใหม่(ไล่ออก) หรือไม่ แต่เชื่อว่าคำพิพากษาน่าจะออกมาในทิศทางว่า คำสั่งดังกล่าว(ให้ออก)สิ้นสภาพไปแล้ว จึงไม่รับพิจารณา