- โฆษณา -

ศาลอาญาล้างผิด สั่งยุติคดี #ม็อบ6ตุลา64 เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม

อาชญากรรม9 ก.ย. 2569 • 16:26 น.
ศาลอาญาล้างผิด สั่งยุติคดี #ม็อบ6ตุลา64 เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม

ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 เหตุได้รับนิรโทษกรรม แต่ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัยข้อหาอื่นที่ถูกฟ้อง


เมื่อวันที่ 9 ก.ย.69 เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า 

วันที่ 8 ก.ย. 2569 ศาลอาญาสืบพยานโจทก์ในคดีของ พิพัฒน์ (สงวนนามสกุล) และพวกรวม 7 คน ในข้อหาตามมาตรา 138, 140, 215, 216, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 ส่วนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีนัดสืบพยานโจทก์คดีของนักกิจกรรม 12 ราย กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติคดี หรือจำหน่ายข้อกล่าวหาบางส่วน เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่เพิ่งถูกบังคับใช้

- โฆษณา -

สำหรับคดีชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 ศาลอาญามีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เห็นว่า ข้อหาที่โจทก์ฟ้องเข้าข่ายความผิดตามบัญชีท้ายและมิได้เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยตรง

ส่วนคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งคณะกรรมการฯ วินิจฉัยชี้ขาด เนื่องจากเห็นว่าแม้จะขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหามาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 112 รวมมาด้วย


คดี #ม็อบ6ตุลา64 ศาลไปปรึกษาอธิบดีศาลอาญาก่อนสั่งยุติคดี เหตุเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม โดยเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องและไม่มีพยานหลักฐานว่า คฝ. ได้รับอันตรายสาหัส

คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 ราย ได้แก่ พิพัฒน์ (สงวนนามสกุล), ณรงค์ศักดิ์ บัวหนอง, วัฒนา (สงวนนามสกุล), ศิริพงศ์ (สงวนนามสกุล), สุธนัย (สงวนนามสกุล), แสงชัย (สงวนนามสกุล) และวัชชรัตน์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกสั่งฟ้อง ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เวลา 09.08 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 806 อัยการโจทก์และทนายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้ โดยอัยการโจทก์ได้ขอปรึกษากับศาลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เช่นเดียวกันฝ่ายทนายจำเลยก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติคดีนี้ตามพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยอัยการโจทก์ไม่คัดค้านหากมีการยื่นคำร้อง

ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้สอบถามกับอัยการโจทก์ เนื่องจากในคำฟ้องมีการบรรยายว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ได้อธิบายว่า ในคำขอท้ายฟ้องระบุให้ลงโทษตามมาตรา 138, 140, 215, 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอัยการสูงสุดมีคำวินิจฉัยไม่สั่งฟ้องในมาตรา 297 เนื่องจากไม่มีรายงานชันสูตรบาดแผลและไม่มีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้คดีจากเหตุเดียวกันที่ถูกแยกฟ้องไปก็ไม่มีการสั่งฟ้องในข้อหาดังกล่าว

จากนั้นองค์คณะผู้พิพากษา 3 ท่าน ได้ออกไปปรึกษาเกี่ยวกับการสั่งยุติคดีกับอธิบดีศาลอาญา และออกพิจารณาอีกครั้งในเวลา 11.48 น. และอ่านรายงานกระบวนพิจารณาคดีโดยสรุปว่า

“พิเคราะห์ฟ้องประกอบคำแถลงของโจทก์แล้ว รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดชุมนุมทางการเมือง อันมีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ข้อ 9 (4), (7) และข้อ 10

ประกอบกับการได้รับอันตรายสาหัสของ ส.ต.ต.เดชวิทย์ เป็นเพียงพฤติการณ์แวดล้อมที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพื่อประกอบดุลพินิจในการลงโทษ หาใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ด กรณีจึงถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ด มิได้เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ด เป็นการร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ในระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2568 - 16 ก.ค. 2568 จึงถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดตามฟ้องไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จึงให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีจำเลยทั้งเจ็ดออกจากสารบบความ ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 8 ยกเลิกวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามที่นัดไว้เดิม”

สำหรับคดีดังกล่าว ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 ที่แยกดินแดง ผู้ชุมนุมอิสระ “ทะลุแก๊ซ” รวมตัวชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พบว่ามีการขว้างปาประทัดยักษ์และจุดไฟเผายาง ต่อมาผู้ชุมนุมได้ทยอยออกจากพื้นที่หลังทราบข่าวว่าตำรวจเตรียมเข้าสลายการชุมนุม

ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่มีการจับกุมผู้ชุมนุมหลายราย และมีรายงานว่ามีตำรวจควบคุมฝูงชนรายหนึ่งถูกยิงกระสุนทะลุหมวกกันน็อก เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่แฟลตดินแดงตลอดทั้งคืน และปฏิบัติการค้นหาผู้ก่อเหตุอย่างเข้มข้น จากนั้นพบว่ามีประชาชน 11 รายทยอยถูกจับกุมในเวลาต่อมา

คดี #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่สั่งจำหน่ายคดี ม.116 - พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ เห็นควรให้ส่งคณะกรรมการฯ วินิจฉัย เพราะโจทก์ฟ้อง ม.112 รวมมาด้วย

คดีนี้มีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิ้น 12 ราย ได้แก่ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (จำเลยที่ 1), กรกช แสงเย็นพันธ์ (จำเลยที่ 2), ชนินทร์ วงษ์ศรี (จำเลยที่ 3), ชลธิศ โชติสวัสดิ์ (จำเลยที่ 4), วัชรากร ไชยแก้ว (จำเลยที่ 6), อรรถพล บัวพัฒน์ (จำเลยที่ 7), อัครพล ตีบไธสง (จำเลยที่ , โจเซฟ (นามสมมติ) (จำเลยที่ 9), แอน (นามสมมติ) (จำเลยที่ 12), ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา (จำเลยที่ 13) และจำเลยอีก 2 คน ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และพ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 603 ในนัดสืบพยานโจทก์ ทนายความของภัสราวลี (จำเลยที่ 1) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหามาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ตามที่โจทก์ฟ้อง เนื่องจากได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

ต่อมา ผู้พิพากษาได้พิเคราะห์คำร้องของทนายจำเลยที่ขอให้สั่งยุติคดี ก่อนมีคำสั่งใจความโดยสรุปว่า “พิเคราะห์คำร้องดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาก็ตาม

แต่คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมมาด้วย ในชั้นนี้เห็นควรส่งคำร้องฉบับนี้พร้อมสำเนาคำฟ้องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องดังกล่าวต่อไป”

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวมีการนำพยานโจทก์เข้าสืบ 1 ปาก แต่ยังคงเบิกความไม่เสร็จสิ้น จึงให้เลื่อนไปสืบพยานต่อในวันที่ 9 ก.ย. 2569 โดย “แอมป์” ณวรรษ และ “ครูใหญ่” อรรถพล จะถูกเบิกตัวมาศาลเพื่อร่วมสืบพยานด้วย

เกี่ยวกับคดีนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 “คณะราษฎร” ได้จัดกิจกรรม #ม็อบ26ตุลา หรือ #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน รวมตัวเดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือกับเอกอัครราชทูต ขอให้ตรวจสอบว่า กษัตริย์ไทยมีการใช้พระราชอำนาจบนดินแดนเยอรมนีหรือไม่ นอกจากนี้มีการปราศรัยและร่วมกันอ่านแถลงการณ์ใน 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ และเยอรมัน) เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือในครั้งดังกล่าว

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งมีจำเลยหลายคนถูกฟ้องหลายข้อหาและอยู่ระหว่างสืบพยานเช่นกัน เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลอาญาได้สั่งยุติคดีในส่วนของจำเลย 15 ราย ที่ไม่ได้ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 ส่วนจำเลยอีก 7 ราย ที่ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 ศาลก็สั่งให้จำหน่ายคดีในข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว เหลือต่อสู้ในข้อหามาตรา 112 ที่ถูกยกเว้นไว้ แตกต่างจากแนวทางของศาลอาญากรุงเทพใต้ข้างต้น

โดยสรุป การบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขในปัจจุบันยังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการตีความกฎหมายของศาล ส่งผลให้ผู้ต้องหาและจำเลยที่ควรได้รับนิรโทษกรรมยังคงถูกจำกัดเสรีภาพและต้องแบกรับภาระทางคดีอาญาต่อไป โดยพบว่าศาลมีคำสั่งในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาที่แตกต่างกันไป โดยศาลอาญาและศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี ในขณะที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอการจัดตั้ง เป็นผู้วินิจฉัยแทน

#ม็อบ6ตุลา64 #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน #นิรโทษกรรม #พราบสร้างเสริมสังคมสันติสุข #ศาลอาญา #ศาลอาญากรุงเทพใต้ #ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน #มรรตระ112 #มรรตระ116 #ทะลุแก๊ซ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #สิทธิมนุษยชน #กระบวนการยุติธรรม