เตรียมส่งฟ้องนักเที่ยวชาวจีนมีสารเสพติด 48 คน ต่อศาลแขวงพระนครใต้​ หลังผลตรวจแพทย์ออกมายืนยัน

อาชญากรรม27 ต.ค. 2565 • 13:56 น.
เตรียมส่งฟ้องนักเที่ยวชาวจีนมีสารเสพติด 48 คน ต่อศาลแขวงพระนครใต้​ หลังผลตรวจแพทย์ออกมายืนยัน


เตรียมส่งฟ้องนักเที่ยวชาวจีนที่มีสารเสพติด 48 คน ต่อศาลแขวงพระนครใต้ หลังผลตรวจทางการแพทย์ออกมายืนยัน เร่งสอบปากคำพยานและสืบสวนหาผู้จัดการและเจ้าของร้านตัวจริง 

ความคืบหน้าหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้าตรวจค้นผับลัวชาวจีนย่านสาทร จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 200 กว่าคน ซึ่งในจำนวนนี้การตรวจปัสสาวะในเบื้องต้นพบว่าเป็นปัสสาวะสีม่วง 104 คน และถูกนำตัวไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาล 4 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯและปทุมธานี อีกทั้งยังตรวจพบรถหรูยาเสพติดและเงินสดจำนวนมาก

ล่าสุดพันตำรวจเอก ณัฐพลโกมินทรชาติ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้กำกับการสน. ยานนาวาเปิดเผยว่า เบื้องต้นโรงพยาบาลทั้ง 4 แห่งได้ส่งผลตรวจนักเที่ยวชาวจีนที่ปัสสาวะเป็นสีม่วงอย่างเป็นทางการกลับมาแล้วพบว่ามีผู้ที่เสพยาเสพติดประเภทเคตามีนจำนวน 78 คน จึงเตรียมนำตัวผู้ต้องหา 48 คนไปส่งฟ้องต่อศาลแขวงพระนครใต้ในเช้าวันนี้ ในข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนผู้ต้องหาอีก 30 คนให้การปฏิเสธเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลในวันพรุ่งนี้ 


ส่วนนักเที่ยวและผู้ต้องหาที่ตรวจไม่พบสารเสพติดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวทุกคนไปควบคุมตัวไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู โดยทางตม.จะต้องเร่งตรวจสอบประวัติการเดินทางเข้าออก พาสปอร์ตและวีซ่า รวมถึงประวัติข้อมูลเชิงลึกกับทางสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้ประกอบเป็นข้อมูลในการดำเนินการหลังจากนี้ หากพบว่าคนใดอยู่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือมีคดีติดตัวเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและทำประวัติผลักดันกลับประเทศ ส่วนบุคคลใดที่อยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายเจ้าหน้าที่จะทำประวัติและปล่อยตัวไป แต่ทราบว่าขั้นตอนในส่วนนี้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนานเพราะต้องยืนยันข้อมูลจากประเทศต้นทางซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่ในขั้นตอนนี้จะมีผลดีคือหากพนักงานสอบสวนต้องการสอบปากคำในประเด็นใดก็สามารถดำเนินการสอบปากคำเพิ่มเติมได้

ในด้านการยืนยันตัวบุคคลผู้จัดการของผับดังกล่าว ซึ่งตำรวจสามารถควบคุมตัวเอาไว้ได้ จากการสอบปากคำพยานหลายปากยังคงให้การไม่เป็นประโยชน์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการสื่อสารทางด้านภาษา จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจตม. ช่วยเป็นล่ามในการแปลภาษาให้ และจะต้องมีการสอบปากคำซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน แต่มีพยานบางส่วนที่พอจะยืนยันได้ว่าผู้จัดการร้านที่ตำรวจจับกุมตัวได้คือผู้ดูแลร้านตัวจริง  ส่วนการขยายผลไปยังเจ้าของร้านตัวจริงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานในช่องทางอื่น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้