ผบช.ภ.2 กระตุ้นตำรวจฉีดวัคซีน 5 ชนิดป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
พื้นที่ภาคตะวันออก ถือเป็นพื้นที่ภูมิยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะการเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษรองรับการขยายตัวด้านการค้า การขนส่ง คมนาคม ระดับภูมิภาค หรือ EEC ที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา แถมยังเป็นช่วงที่รัฐบาลเปิดประเทศ เร่งรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าสู่จังหวัดภาคตะวันออก ที่มีภูเขาสวย ทะเลงาม อาหารดี ผลไม้อร่อย ซึ่งแน่นอนที่ เหล่าอาชญากรต่างชาติ ต่างก็แฝงตัวเข้ามาในคราบวีซ่าท่องเที่ยว เคลื่อนไหวในพื้นที่ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมากมายเป็นเงาตามตัว จึงเป็นการบ้านที่ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 เร่งสะสางจัดการ ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ตุลาคม 2565
พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย หรือบิ๊กอิทธิ ในฐานะแม่ทัพใหญ่ตำรวจภาคตะวันออก ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานะอดีตผู้กำกับตรวจคนเข้าเมืองพัทยา พบว่า ปัญหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ คือ การขาดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฏหมายคนเข้าเมือง โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับวีซ่า และหนังสือเดินทางคนต่างชาติ ทั้งๆที่พื้นที่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี มีคนต่างชาติจำนวนมาก ทำให้เป็นช่องว่างให้กับเหล่าอาชญากรข้ามชาติหลบซ่อนตัวและเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้โดยสะดวก โดยเฉพาะสถานการณ์ทุนต่างชาติสีเทา
กระดุมเม็ดแรกจึงเริ่มที่การเสริมเขี้ยวเล็บให้กับตำรวจในสายงานปราบปราม และสายงานสืบสวน โดยจัด “ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 “ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เมื่อวันที่ 3-4 พ.ย. 65 โดยมีผู้เข้ารับการอบรมเป็นเจ้าหน้าที่สายตรวจ และสายสืบ จากสถานีตำรวจที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ จว.ชลบุรี จำนวน 13 สถานี มีจำนวน 4 รุ่น จำนวน 1,204 คน เพื่อให้สายตรวจ สายสืบ ทุกนายเรียนรู้ทักษะการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง และวีซ่า รวมถึง รูปแบบตราประทับ และสถานภาพคนต่างด้าวสัญชาติเฝ้าระวัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือกลุ่มต่างชาติเฝ้าระวังที่แฝงตัวมาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการนี้ เป็นเพียงโครงการนำร่อง เพื่อขยายไปยังสายตรวจ สายสืบ ในจังหวัดต่างๆในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 2 ต่อไป
นอกจากนั้น บิ๊กอิทธิ ยังจัดทำโครงการ “สร้างภาคีเครือข่ายป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สํานักงานตํารวจแห่งชาติ” เมื่อ 27 ก.พ.66 เพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ 40 นาย ร่วมกับ ผู้นำชุมชน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์, อส.ตร., นักวิทยุชุมชน,นักศึกษา,สื่อมวลชน รวมอีกกว่า 95 คน ในพื้นที่ จว.ชลบุรี เพื่อเรียนรู้กลวิธีการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำลังมีการแพร่ระบาด และมีผุ้เสียหายที่หลงกลโกงจากการใช้โซเชียลมีเดีย และ คอลเซ็นเตอร์ จำนวนมากในเวลานี้ ถือเป็นการฉีดไซเบอร์วัคซีน ให้กับตำรวจและประชาชน ให้มีภูมิคุ้มกันจากอันตรายใกล้ตัว และสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งให้กับงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
“ อาชญากรรมเหมือนโรค ผมก็เหมือนหมอ.. ต้องสั่งวัคซีนให้หัวหน้าโรงพักไปลงมือรักษาสังคมในพื้นที่ให้สงบสุข ด้วยวัคซีน 5 อย่าง คือ การปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่มีลักษณะทรงอิทธิพลและเป็นแหล่งทุนอาชญากรรม การยึดรถที่กระทำผิดกฏหมายเพื่อตัดแขนตัดขากลุ่มแก็งค์ที่กระทำผิด การถ่ายรูปทำประวัติบุคคลที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการก่อเหตุ การลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน สุดท้ายคือการบริหารระบบเทคโนโลยีวงจรปิดซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถในการเฝ้าดู ตรวจการณ์ และบันทึกสถานการณ์บนท้องถนน แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด … ซึ่งการที่จะฉีดวัคซีนต่างๆ ให้ได้ผล บุคลากรตำรวจ โดยเฉพาะสายตรวจ และสายสืบ ต้องรู้และเข้าใจ ทักษะที่จำเป็นกับสภาพประชากร และสังคมในพื้นที่ให้ดีเสียก่อน