ทนายตั้มบุกสำนักงานตำรวจยื่นหนังสือถึง'บิ๊กต่อ'ให้เร่งรัดคดี'บิ๊กต่อ-ภรรยา'และพวกสมคบฟอกเงินเว็บพนัน 

อาชญากรรม25 มิ.ย. 2567 • 12:11 น.
ทนายตั้มบุกสำนักงานตำรวจยื่นหนังสือถึง'บิ๊กต่อ'ให้เร่งรัดคดี'บิ๊กต่อ-ภรรยา'และพวกสมคบฟอกเงินเว็บพนัน 

วันที่ 25 มิ.ย.67 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้กำชับเร่งรัดการสอบสวนคดีความ ที่ก่อนหน้านี้ตนเองได้ไปยื่น ที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน เนื่องจากพบว่ามีข้อมูลหลักฐาน การรับเงินจากบัญชีม้าเว็บพนันออนไลน์ของพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และครอบครัว โดยมี พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รองผู้บังคับการ ฯ ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจผู้ใหญ่อำนวยการรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ประจำวัน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมารับเรื่องและเอกสารดังกล่าว

นายษิทรา กล่าวว่า เนื่องด้วยคดีที่ สน.เตาปูนไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการเรียกใครไปแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่เส้นทางการเงินในบัญชีเห็นชัดเจนว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีคนในครอบครัวของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประเด็นนี้ตนอยากถามนายกรัฐมนตรีด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งที่รู้ว่า ผบ.ตร.ถูกดำเนินคดีรับเงินคดีเว็บพนัน แต่กลับไม่มีการทำอะไรและอนุญาตให้กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม อีกทั้งตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อขัดแย้งที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เชื่อว่าประชาชนอยากรู้ว่าการใช้เวลา 3 เดือนในการตรวจสอบผลตรวจสอบเป็นอย่างไร ประชาชนไม่ได้อยากรู้ใครทะเลาะกับใครประชาชนต้องการรู้ว่าใครผิดหรือใครถูก มั่นใจว่าทางคณะกรรมการต้องมีการเอื้อประโยชน์ให้กับ ผบ.ตร.

นายษิทรา กล่าวอีกว่า การที่ สน.เตาปูน ไม่มีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติม ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแน่นอนว่าพนักงานสอบสวนจะต้องมีความเกรงกลัวเพราะผู้ที่เขาจะต้องดำเนินคดีคือผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจ ทั้งที่อยู่ในระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริง ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ต้องถูกออกจากราชการชั่วคราวแต่ ผบ.ตร.ได้กลับมาทำงานปกติ ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าพยานหลักฐานเห็นชัดเจนควรจะเรียกผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้แล้ว เชื่อว่าถ้าเป็นประชาชนธรรมดาคดีนี้คงจะมีการดำเนินคดีไปแล้ว

เมื่อถามว่าหนังสือ ขอให้เร่งรัดในวันนี้จะถูกส่งถึงผู้บังคับบัญชาหรือไม่ นายษิทรา กล่าวว่า ตนมาร้องตามสิทธิ์ ต้องตามดูว่าจะมีการสั่งการอย่างไรหลังจากที่ตนได้มีการทำหนังสือฉบับนี้จะมีข้อสั่งการหรือ ผบ.ตร.จะเงียบหลบสื่อ 

ส่วนที่สังคมสงสัยว่าตนออกมาเรียกร้องเดินหน้าต่างๆ เป็นการทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่ ษิทรา กล่าวว่า ถ้าตนจะทำเพื่อพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็คงไปดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ลงนามคำสั่งออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

เมื่อถามถึงประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีการตั้งข้อสังเกตประเด็นคำสั่งออกจากราชการของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไปทบทวน นายษิทรา มองเรื่องนี้อย่างไรในฐานะทนายความ ระบุว่า ปกติแล้วศาลไม่ได้ฟังความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ถ้าสุดท้ายเรื่องนี้ผิดกฎหมายศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรม 

นายษิทรา กล่าวอีกว่า การดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องมีเกียรติมีศักดิ์ศรีหากพบว่ามีพยานหลักฐาน โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อไป ก็อาจทำให้องค์กรตำรวจเสื่อมเสีย และเป็นเหมือนไม่เห็นหัวประชาชนที่นายกจะสามารถแต่งตั้งใครขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้โดยที่ไม่ตรวจสอบมาก่อน หรือขึ้นอยู่กับดีล ดังนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ จึงควรลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้มีรายงานว่าในการเดินทางมายื่นคำร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้ นายษิทราได้นำรถยนต์ส่วนตัวไปจอดในที่จอดรถของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อนักข่าวถามว่าเหตุใดจึงนำรถส่วนตัวไปจอดในรถของผู้บังคับบัญชา นายษิทรา กล่าวว่า เห็นว่าที่จอดรถว่างอยู่จึงนำรถตัวเองเข้าไปจอดเฉยๆ เพราะในตร.หาที่จอดรถยากจะตาย 

ด้าน พ.ต.อ.ภัคพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในการร้องเรียนและส่งเอกสารดังกล่าว ก็ดำเนินการเสนอส่งส่งเสนอไปตามผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นตามกระบวนการและระเบียบกฎหมายที่ต้องดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่เป็นผู้รับผิดชอบตามระเบียบและข้อกฎหมายต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วจะไม่มีการอนุญาตให้รถยนต์ของประชาชนทั่วไปเข้าไปจอดในช่องจอดรถยนต์เฉพาะสำหรับผู้บังคับบัญชา โดยหากมีการประสานงานมาล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะจัดที่จอดรถในอีกพื้นที่ให้ ซึ่งไม่ใช่ช่องจอดเฉพาะของผู้บังคับบัญชา