ผบ.ตร.ส่ง"ผู้ช่วยจวบ"แสวงหาความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนและระดับสากลเร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

อาชญากรรม23 มิ.ย. 2566 • 16:33 น.
ผบ.ตร.ส่ง"ผู้ช่วยจวบ"แสวงหาความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนและระดับสากลเร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันที่ 23 มิ.ย.66 ที่สำนักงานผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ที่มุ่งให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบเป็นอาชญากรรมองค์กรขนาดใหญ่ ทวีความรุนแรง เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นอันมาก สมควรที่จะแสวงหาความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงภายในประเทศและประ
เทศเพื่อนบ้าน ทั้งในภูมิภาคอาเซียน ในระดับทวิภาคี พหุภาคีและระดับสากล
 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. จึงกำหนดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด, ปปง., กรมสอบสวนคดีพิเศษ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, กสทช., สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมวางมาตรการตรวจสอบพฤติการณ์เหตุอันควรสงสัย
ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ธุรกรรมต้องสงสัย ซิมม้า การสื่อสารที่ใช้หลอกลวงประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันมิให้เกิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้         
ในเชิงรุก ระบบ ช่องทางและวิธีการรับส่งข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการทั้งด้านการเงินและโทรคมนาคม และผู้เสียหาย โดยได้เร่งรัดให้ กสทช. ธนาคาร และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำระบบ กระบวนการเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นขั้นตอนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พัฒนาระบบ Banking ให้มีช่องทางในการรับแจ้งเหตุฯ เพื่อขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพในการระงับความเสียหาย ป้องกันปราบปรามและดำเนินคดีกับคนร้ายในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น โดยในด้านการปราบปราม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในห้วงเดือน พ.ค.66 สามารถจับกุมผู้กระผิดได้ 3,366 คดี ผู้ต้องหา 3,262 ราย ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า 179 คดี ผู้ต้องหา 168 ราย และความผิดเกี่ยวกับซิมม้า 40 คดี ผู้ต้องหา 48 ราย พร้อมกันนี้ได้จัดทำข้อสอบ Cyber Vaccine จำนวน 80 ข้อ กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ประชาชนทดสอบ เป็นการฉีดวัคซีนไซเบอร์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบกลโกงต่างๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ในส่วนการดำเนินการร่วมกับองค์กรต่างประเทศ 
ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ต.ท.สรร พูลศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร., พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ผบก.ตท., พ.ต.อ.พงษ์เดช คำใจสู้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมผู้แทนจาก บช.ก., สตม., บช.ปส., บก.ปคม., บก.ปทส., ตท. และ ป.ป.ส. เดินทางไปร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 23 (The 23rd ASEAN Senior Officials Meeting on Transnational Crimes) (SOMTC) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 23 มิถุนายน 2566 ณ เมืองยอร์กยากาตาร์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ร่วมกับนายไมเคิล เทเน รองเลขาธิการอาเซียนฝ่ายประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน พร้อมทั้งผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต และประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้(ประเทศคู่เจรจา SOMTC+3) สหภาพยุโรป(EU) ออสเตรเลีย รัสเซีย อินเดีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา โดยมี พล.ต.อ.ลิสติโย ซิกิต ปราโบโว ผบ.ตร.อินโดนีเซีย 
และ พล.ต.ท.อกุส อันเดรียนโต ผู้บัญชาการตำรวจฝ่ายสอบสวนคดีอาญา และประธานคณะทำงานเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ให้การต้อนรับ เพื่อแสวงหาความร่วมมือ ทำหน้าที่เป็นกลไก กำกับนโยบายของอาเซียนในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะร่วมดำเนินการ ประสานงาน ดำเนินกลยุทธ์และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกันและต่อสู้กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติที่มีอยู่และเกิดขึ้นใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและปรับปรุงการประสานงานข้ามภาคส่วนและระดับพหุภาคี การยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาข้างต้นและประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้ความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมใน 10 สาขา ได้แก่ อาชญากรรมทางไซเบอร์(Cybercrime) อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ(International economic crime) การฟอกเงิน(Money laundering) การค้ามนุษย์(Trafficking in persons) การลักลอบขนคนโดยผิดกฎหมาย(Human smuggling) การลักลอบค้าอาวุธ(Arms smuggling) การลักลอบค้ายาเสพติด(Illicit drug trafficking) การก่อการร้าย(Terrorism) การละเมิดลิขสิทธิ์ทางทะเล(Sea piracy)   และการลักลอบค้าไม้และสัตว์ป่า(Illicit wildlife and timber trafficking) ซึ่งทุกประเทศที่ร่วมประชุมได้ร่วมติดตามผลการปฏิบัติและพร้อมดำเนินการ   ตามแผนความร่วมมือ ผลการประชุมหารือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
โดยผลการปฏิบัติการในห้วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ร่วมบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติกับหลายประเทศ โดยมีผลการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม เช่น การมีปฏิบัติการร่วมกับกัมพูชา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ในเมืองสีหนุวิลล์ และสามารถช่วยเหลือเหยื่อชาวไทยที่ถูกหลอก  ผ่านทางโซเชียลมีเดียไปทำงาน แล้วถูกกักขัง บังคับใช้แรงงานกว่า 800 ราย การบูรณาการข้อมูลร่วมอินโดนีเซีย และช่วยเหลือเหยื่อชาวอินโดนีเซียจากการค้ามนุษย์ จนสามารถส่งกลับประเทศ 20 ราย นอกจากนี้ยังมีปฏิบัติการร่วมพหุภาคี ไทย - จีน - เมียนมา เพื่อบูรณาการปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี - แม่สอด จว.ตาก และท่าขี้เหล็ก - อ.แม่สาย จว.เชียงราย ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์บูรณาการความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมาย         
และความมั่นคงล้านช้าง - แม่โขง โดยในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้ง 3 ประเทศ ได้ร่วมจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองกว่า 50 ราย บุคคลหลบหนีคดีและต้องสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี 27 ราย และสามารถช่วยเหลือเหยื่อชาวจีนที่ถูกฉ้อโกงได้ 40 ราย โดยจะร่วมบูรณาการปราบปรามอย่างต่อเนื่องต่อไป  ​​​​​​​
พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า การแสวงหาความร่วมมือผ่านการประชุมในครั้งนี้ ส่งผลให้ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมบรรลุเจตนารมณ์ร่วมกันในการเล็งเห็นความสำคัญและการตระหนักถึงผลกระทบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่นๆ ทุกประเภท ซึ่งทวีความรุนแรง เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ และจะร่วมกันยกระดับการประสานความร่วมมือในการบูรณาการปราบปรามและแก้ไขปัญหานี้อย่างใกล้ชิดและจริงจัง อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคีและระดับสากล เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนมีความปลอดภัย เกิดสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน