ลุ้นชี้ชะตาคดีค้ามนุษย์โรฮิงญานัดสุดท้าย ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาผ่านระบบ Google meet สั่งจำเลยทุกคนมาร่วมรับฟัง

อาชญากรรม22 ก.พ. 2567 • 11:48 น.
ลุ้นชี้ชะตาคดีค้ามนุษย์โรฮิงญานัดสุดท้าย ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาผ่านระบบ Google meet สั่งจำเลยทุกคนมาร่วมรับฟัง

 

เช้านี้(22ก.พ.67)ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลฏีกานัดอ่านคำพิพากษา คดีค้ามนุษย์โรฮิงญา โดยในวันนี้มีบรรดาญาติของผู้เสียหายเดินทางมาร่วมรับฟังคำพิพากษา

สำหรับคดีนี้พนักงานอัยการคดีปราบปรามการค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ฟ้องอดีตนายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลารายหนึ่ง กับพวกรวม 103 คน ในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฯ ร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อนที่ พลโทรายหนึ่งที่เป็นจำเลยที่ 54  ได้เสียชีวิตลง แล้ว

โดยคดีนี้ต้องย้อนความไปเมื่อเดือนมกราคม 2554 - 1 พฤษภาคม 2558 จำเลยได้ร่วมกันหลอกระวังขู่บังคับชาวบังกลาเทศ และชาวโรฮิงญากว่า 80 คนจากประเทศบังคลาเทศ และประเทศเมียนมา  เข้ามายังประเทศไทย  เพื่อเตรียมส่งไปทำงานประเทศมาเลเซีย โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งเป็นนายหน้าชักชวนผู้เสียหายว่าจะส่งไปทำงาน ซึ่งมีทั้งผู้เสียหายที่หลงเชื่อและที่ไม่สมัครใจ โดยมีการใช้กำลังหรืออาวุธปืนประทุษร้ายและข่มขู่ผู้เสียหายด้วย และเมื่อรวบรวมผู้เสียหายได้ 200-500 คน ก็จะส่งขึ้นเรือลำใหญ่ที่จอดลอยลำอยู่กลางทะเล ที่มีผู้ควบคุมโดยใช้อาวุธปืนไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี จากนั้นจะมีเรือเล็กรับผู้เสียหายขึ้นฝั่งไปพักในเขต จังหวัดระนอง  จังหวัดพังงา โดยจะขายผู้เสียหายคิดเป็นเงินไทยคนละ 60,000-70,000 บาท


คดีนี้ศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ซึ่งใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 540 หน้า นานร่วม 12 ชั่วโมง โดยตัดสินว่าให้จำคุก อดีตนายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ จ.สงขลารายนี้จำเลยที่ 1 , และอดีตสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ รายหนึ่งจำเลยที่ 2 , อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์ จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 78 ปี (ศาลให้นับโทษจำเลยที่ 6 จากคดีศาลจังหวัดนาทวีด้วย คดีหมายเลขแดง 459/2560)


และยังมี อดีตนายก อบจ. จ.สตูล จำเลยที่ 29 จำคุก 75 ปี , รวมถึง จำเลยที่ 46 ซึ่งเป็นนายหน้าขบวนการค้ามนุษย์ จำคุก 94 ปี , ขณะที่อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยที่ 54 จำคุก 27 ปี ส่วนจำเลยที่เหลือ 56 คน ที่มีตำรวจและพลเรือน ให้จำคุก ตั้งแต่ 4-79 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงของจำเลย 1, 2 , 4 , 5 , 6 , 10, 11, 12 , 16, 18, 22, 25, 27, 28 , 29, 38, 43, 46, 47, 48, 53, 57, 58, 99, 101 จำคุกสูงสุดคนละ 50 ปี พร้อมทั้งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1-8 , 10-14,16-22, 25, 27-31, 33, 38-51, 53-60, 65-67, 74, 78, 79, 81, 87 , 88 , 96, 97, 99, 100 รวม 61 คน ให้ชดใช้เงินจำนวน 4,400,250 บาทแก่ผู้เสียหาย 58 รายด้วย พร้อมกับพิพากษายกฟ้องจำเลย 40 ราย ประกอบด้วย จำเลยที่ 9,15, 23, 24 , 32 , 34 , 35 , 36, 37, 41 , 52 , 61, 62, 63,64, 68, 69, 70, 71 ,72 ,73 ,75, 76, 77 ,80, 82 ,83, 84 ,85, 86, 89, 90 ,91, 92 , 93 ,94 ,95, 98,102 ,103

ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้โทษทั้งสิ้น 55 คน จากเดิมที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไว้ 62 คนส่วนจำเลยที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 40 ราย เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก้ในส่วนของจำเลยต่าง ๆ แล้ว คงเหลือจำเลยที่ศาลยกฟ้องเพียง 26 รายเท่านั้น ต่อมา อัยการโจทก์และจำเลยยื่นฎีกา 

โดยในวันนี้ การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะใช้ระบบ Google Meet จากศาลฎีกา มายังศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลต้นทาง ให้จำเลยที่ถูกคุมขัง จำเลยที่ได้รับการประกันตัว และจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างอ่านคำพิพากษา