ผู้ช่วย "จวบ" ติวเข้มการมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพตามโครงการ RTP Cyber Village
ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จ.นครปฐม พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการตามโครงการ RTP Cyber Village โดยมีผู้เข้าร่วมรับการสัมมนา เป็นผู้แทนจาก บช.น. และ ภ.1-9 ผู้แทนจากสถานีตำรวจที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกหมู่บ้านหรือชุมชน ที่ใช้เป็นต้นแบบ (Best Practice) จำนวน 10 แห่ง รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมการสัมมนา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แสดงความคิดเห็น แบ่งปันประสบการณ์ เพื่อให้ได้รูปแบบการดำเนินงานตามโครงการที่ดีที่สุด (Best Model) นำมาปรับปรุงพัฒนาการดำเนินการตามโครงการ RTP Cyber Village ต่อไป
พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวบรรยายในหัวข้อการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ให้แก่ผู้เข้าร่วมการสัมมนา โดยกล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (Stronger Together) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งการบูรณาการความร่วมมือของส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน รวมพลังกันเพื่อทำนุบำรุงสถาบันหลักของชาติ ตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ ประกอบกับตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง ที่ได้กำหนดและให้ความสำคัญในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นและองค์กร เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 3 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างยั่งยืน และดำเนินโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (Stronger Together)” โดยมีเป้าหมาย “เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอและแก้ไขปัญหา ชุมชน สังคมมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ ส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างยั่งยืน” โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข และ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ
พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการข้างต้นมาแล้ว 3 ปี (พ.ศ.2563 - 2565) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา มีการอบรมเครือข่ายประชาชนไปแล้วกว่า 296,000 คน และในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ได้มีการอบรมเครือข่ายประชาชนที่เป็นผู้นำและผู้มีบทบาทในสังคม ทุกสาขาอาชีพ จาก 1,483 สถานีตำรวจทั่วประเทศ สถานีตำรวจละ 50 คน รวม 74,463 คน ทำให้ปัจจุบันมีเครือข่ายประชาชนแล้วจำนวนทั้งสิ้น 371,063 คน
โดยผลการปฏิบัติตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 ถึงปัจจุบัน ได้รับรายงานปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน จำนวน 10,047 เรื่อง และได้ติดตามขับเคลื่อนและเร่งรัดให้หน่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว 9,843 เรื่อง ได้แก่ ปัญหาด้านสังคม 7,419 เรื่อง ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 394 เรื่อง ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 1,378 เรื่อง ปัญหาด้านความขัดแย้ง 652 เรื่อง และมีปัญหาที่อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข โดยได้สั่งการเร่งรัดและคาดว่าจะสามารถแก้ไขได้ 202 เรื่อง และอยู่ระหว่างเสนอส่วนกลางเพื่อดำเนินการแก้ไข 2 เรื่อง
พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ.2563 - 2564 ขณะดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.5 ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการข้างต้นเพื่อตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (Stronger Together) ของรัฐบาล โดยการอบรมเครือข่ายประชาชนที่เป็นผู้นำและผู้มีบทบาทในสังคมทุกสาขาอาชีพ จาก 159 สถานีตำรวจในสังกัด ภ.5 สถานีตำรวจละ 100 คน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและชุมชนได้สำเร็จเป็นรูปธรรม ต่อมาเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงได้รับมอบหมายให้ร่วมกับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ฯ ร่วมกันขับเคลื่อนและกำกับดูแลงานการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาพรวมของ ตร. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้กำชับให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มในการประสานงานกับเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับการคัดเลือก ให้สะท้อนสภาพปัญหา ความต้องการของชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อประสานหน่วยงานผู้รับผิดชอบเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหา และเน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการอบรมตามโครงการนี้ ตระหนักถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชน และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมต่อไป