กรมอุทยานฯ-ดีเอสไอ เสนอเพิกถอนที่ดินแปลง11เกาะหลีเป๊ะ เหตุพบเอกสารไม่ตรงข้อเท็จจริง

อาชญากรรม29 ม.ค. 2566 • 09:12 น.
กรมอุทยานฯ-ดีเอสไอ เสนอเพิกถอนที่ดินแปลง11เกาะหลีเป๊ะ เหตุพบเอกสารไม่ตรงข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีเท็จจริงกรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธาน ได้ลงพื้นที่และเตรียมดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับเอกชนที่รุกล้ำพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาและพื้นที่สาธารณะที่เป็นเส้นทางและลำรางดั้งเดิม โดยเฉพาะที่ดิน น.ส.แปลงที่ 11 ซึ่งกำลังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเนื่องจากมีที่ดินบวมจาก น.ส.3 จำนวน 81 ไร่เพิ่มอีกกว่า 60 ไร่

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการตรวจสอบที่ดินแปลงที่ 11 นั้น นอกจากตรวจพบว่ามีรีสอร์ทหรูและสระว่ายน้ำก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของอุทยานฯซึ่งเพิ่งก่อสร้างภายใน 1-3 ปีที่ผ่านมาแล้วยังมีการถมทับพื้นที่ลำรางสาธารณะ ทำให้กรรมการฯบางส่วนเห็นว่าเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่ราชการในพื้นที่ที่ปล่อยให้มีการก่อสร้างซึ่งมีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่า เมื่อปี 2557 กรมอุทยานฯได้มีการตรวจสอบและทำรายงานเสนอผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า สำนักงานตรวจสอบ พิสูจน์ การถือครองหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ การวิเคราะห์ด้านกฎหมายและการพิสูจน์กระบวนการถือครองหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดิน สรุปได้ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 11 ราย 1. นางสมฤทัย เอี่ยวเหล็ก 2.นางดารา อังโชติพันธุ์ ออกสืบเนื่องจากแบบแจ้งการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐภายหลังการมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบนเกาะในท้องที่ตำบลยะระโตด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พ.ศ.2482 แม้ในแบบแจ้งครอบครองระบุว่า รับมรดกตกทอดประมาณ 2493 ก็ไม่ทราบได้ว่าได้ครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อใด อาจจะครอบครองก่อนหรือหลัง พ.ศ. 2479 ก็ได้ และครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในรายงานที่คณะตรวจสอบทำถึงผู้บริหารกรมอุทยานฯ ระบุว่า หากมีการครอบครองหลัง พ.ศ.2479 ก็จะเป็นการครอบครองที่ดินภายหลังจากมี พรบ.ออกโฉนดที่ดิน(ฉบับ6) พ.ศ.2479 ใช้บังคับแล้ว ผู้ครอบครองที่ดินจะต้องขออนุญาตจับจองที่ดินตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็จะต้องทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่ามิใช่ผู้ครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย

ในรายงานการตรวจสอบระบุว่า ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 11 นี้ จากเอกสารที่มีพบว่าได้ขออนุญาตจับจองแต่อย่างใด ผู้ครอบครองจึงไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดินถึงแม้ผลการอ่าน แปล และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ บริเวณแปลงที่ดินมีร่องรอยการทำประโยชน์ แต่เนื่องจากตำแหน่งแปลงที่ดินด้านทิศเหนือและทิศใต้ไม่ตรงตามหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 11 ที่นำมาใช้ออก น.ส.3 เลขที่ 11 ฉบับดังกล่าว เนื้อที่เดิมเพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิม(ส.ค.1) ทิศข้างเคียงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติฉบับที่ 2(พ.ศ.2515) ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินและออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หมวดที่ 5

“น.ส.3 เลขที่ 11 จึงออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเห็นควรแจ้งกรมที่ดินพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ในการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 11 ราย 1.นางสมฤทัย เอี่ยวเหล็ก 2.นางดารา อังโชติพันธุ์ ต่อไป”ในรายงาน ระบุ

เปรียบเทียบ ส.ค.1 แปลงที่ 11 จำนวน 50 ไร่ เมื่อนำมาออก น.ส.3 เพิ่มขึ้นเป็น 81 ไร่ แต่ทิศทางโดยรอบไม่เหมือนกัน ซึ่งกรมอุทยานฯและดีเอสไอ ตรวจสอบและเสนอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ยกแปลงนี้
เปรียบเทียบ ส.ค.1 แปลงที่ 11 จำนวน 50 ไร่ เมื่อนำมาออก น.ส.3 เพิ่มขึ้นเป็น 81 ไร่ แต่ทิศทางโดยรอบไม่เหมือนกัน ซึ่งกรมอุทยานฯและดีเอสไอ ตรวจสอบและเสนอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ยกแปลงนี้

ขณะเดียวกันในส่วนของศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษเขต 9 ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์บนเกาะหลีเป๊ะ ที่นำเสนอไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ระบุว่า จากการตรวจสอบ ส.ค.1 เลขที่ 11 เนื้อที่ 50 ไร่ มีนายสบู่ หาญทะเล เป็นผู้ครอบครองเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2498 ต่อมาเมื่อปี 2505 นางแบอ๊ะ หาญทะเล ได้มอบอำนาจให้นายบรรจง อังโชติพันธุ์ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองเป็นนางแบอ๊ะ หาญทะเล และนางแบอ๊ะได้มอบอำนาจให้นายบรรจง ยื่นขอ น.ส.3เนื้อที่ 81 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ให้แก่นางดารา มีรายละเอียดระบุว่า ทิศเหนือจดทะเล ทิศตะวันออกจดทะเล ทิศตะวันตกจดที่นายนายเจ๊หมัน หาญทะเล และทิศใต้จดที่ดินนายอุเทน หาญทะเล

ผลการตรวจสอบของดีเอสไอระบุว่า จากข้อมูลเอกสารีที่ได้จากการลงพื้นที่พบว่าตำแหน่งที่ดินด้านทิศเหนือและทิศใต้ น.ส.3 เลขที่ 11 ที่นำมาใช้ในการออก น.ส.3 เลขที่ 11 มีเนื้อที่เพิ่มจากเดิมและทิศข้างเคียงเปลี่ยนแปลง ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2

ด้านนายเดชณรง อยู่กลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย เกาะหลีเป๊ะ กล่าวว่า อำเภอรับเรื่องที่มีประชาคมไปแล้ว 2 ประเด็นคือเรื่องลำรางและถนนสาธารณะ ส่วนเรื่องการตรวจเอกสารสิทธิ น.ส.3 ที่ได้มีการทำประชาคมไปก่อนหน้านี้ได้ส่งไปที่อำเภอแล้ว ซึ่งอำเภอจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯชุดที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นประธาน ในวันที่ 30 มกราคม ซึ่งคณะกรรมการฯจะลงมาพื้นที่

ขณะที่นางพนิดาวดี ปราชญ์นคร รองอธิบดีกรมที่ดินในฐานะโฆษกกรมที่ดิน กล่าวว่าเดิมที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะเป็นเขตหวงห้ามและได้มีการยกเลิกและกำหนดเป็นเขตอุทยานฯเมื่อปี 2517 และได้มีการขอ สค.1 รวม 41 แปลง โดยนามสกุลหาญทะเลแจ้ง 38 แปลง และเป็นที่ราชพัสดุ 1 แปลง ซึ่งได้มีการนำเอกสารนี้มาออกเป็น น.ส.3 จำนวน 18 แปลง สำหรับแปลงที่ 11 ที่เป็นปัญหานั้น ได้นำ ส.ค.1 มาขอ น.ส.3 จำนวน 81 ไร่และได้อุทิศที่ดินบางส่วนให้เป็นของสถานีอนามัยและโรงเรียน ที่เหลือเป็นรีสอร์ท และเป็นทางสัญจรภายหลัง

นางพนิดาวดี กล่าวว่าต่อมาได้มีการรังวัดทำแผนที่พิพาทส่งศาลเนื่องจากได้มีการกล่าวหาว่าครอบครองที่ดินเกินหลักฐานกว่า 69 ไร่ ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดหรือเอกสารสิทธิคลาดเคลื่อนก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิให้ชาวอูรักลาโว้ยที่อยู่มาก่อน