'ณัฐวุฒิ'เผยศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'คดีนปช.'ก่อการร้ายปี53 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีแนวร่วมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ก่อการร้าย คดีดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 75 ปี อดีตประธาน นปช. นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 58 ปี ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 48 ปี อดีตเลขาธิการ นปช. ในฐานะ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 72 ปี นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 58 ปี นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 65 ปี นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 59 ปี แกนนำ นปช. กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1- 24 รวม 6 ข้อหาในความผิดฐานร่วมกันในคดีก่อการร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2 ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วง ละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 116, 215, 216และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 6 ข้อหา
ล่าสุดวันที่ 9 ม.ค.66 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาธิการ นปช. ในฐานะ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่าวันนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อการร้าย อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มนปช. เมื่อปี 2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และวันนี้ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยสาระสำคัญคือ ข้อกล่าวหาของอัยการซึ่งเป็นโจทก์ ไม่ได้มีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าการชุมนุมของกลุ่มนปช. โดยคณะแกนนำมีเจตนาที่จะสร้างความรุนแรง สร้างความเสียหาย หรือใช้กำลังอาวุธในการชุมนุมแต่อย่างใด ที่มีการกล่าวหาว่ามีกองกำลังติดอาวุธ หรือชายชุดดำปรากฏตัวในการชุมนุมนั้น ก็ไม่ได้ปรากฏพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริง ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง หรือคณะแกนนำนปช.มีส่วนรู้เห็นในการกำกับสั่งการแต่อย่างใด ประกอบกับข้อกล่าวหาก่อการร้ายนี้จะต้องมีเจตนาพิเศษ ซึ่งตนมองว่าจะก่อการรุนแรงให้เกิดความเสียหายทั้งร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเจ้าหน้าที่ แต่การชุมนุมของกลุ่มนปช. ไม่ได้ปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า พวกตนเคารพในคำพิพากษาและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อสู้ทุกคดีความมาโดยตลอดจนปัจจุบัน วันนี้ตนขอพูดเหมือนเช่นที่เคยพูดไว้หลังจากฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าไม่ได้เป็นชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้ระหว่างโจทก์กับจำเลย พวกตนไม่ได้มีความรู้สึกว่าเราได้รับชัยชนะต่อเจ้าพนักงานอัยการ หรือเราไม่ได้มีความรู้สึกว่านี่คือการต่อสู้กันระหว่างสองฝ่าย แต่ที่จริงมันคือการปฏิบัติหน้าที่กันอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยมีศาลท่านเป็นผู้พิพากษา
วันนี้ผลแห่งคำพิพากษาซึ่งตรงกันทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อย่างที่กล่าวไว้พวกตนน้อมรับ และอยากให้คำพิพากษานี้เป็นเกียรติยศกับพี่น้องประชาชนที่ร่วมต่อสู้ในนามของคนเสื้อแดง ให้คำพิพากษานี้เป็นเกียรติยศของประชาชนที่สูญเสียชีวิตทุกพพลภาพ บาดเจ็บหรือสูญเสียอิสรภาพจากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง พิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่าเราต่อสู้โดยยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยไม่มีเป้าหมายหรือเจตนาอื่น
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าเมื่อศาลวินิจฉัยออกมาแล้ว ก็อยากจะให้สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญจุดหนึ่งที่จะทำให้สังคมไทยเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกันในทางการเมือง หากจะมีความไม่เข้าใจความจริงทางกันอยู่ก็ขอให้พวกตนซึ่งเป็นแกนนำได้ทำหน้าที่พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ส่วนในระหว่างประชาชนไม่ว่าจะสีไหนฝ่ายใด ตนมองว่าเราน่าจะเข้าอกเข้าใจรับฟังกันเห็นอกเห็นใจกัน
ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ ตนยังไม่ทราบ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ พิพากษามาตรงกัน ก็ต้องรอดูกระบวนการว่าจะเป็นอย่างไร ขอกลับไปหารือกับทีมฝ่ายกฎหมายให้ชัดเจนก่อนโดยจะคัดเอาสำเนาคำพิพากษามาศึกษากันอย่างครบถ้วน เพื่อดำเนินการต่อสู้ต่อไป