บอร์ด คคบ.มีมติฟ้องแพ่งผู้ประกอบธุรกิจ 12 ราย บังคับให้คืนเงินผู้บริโภค 6.1 ล้านบาท

อาชญากรรม27 ม.ค. 2565 • 18:57 น.
บอร์ด คคบ.มีมติฟ้องแพ่งผู้ประกอบธุรกิจ 12 ราย บังคับให้คืนเงินผู้บริโภค 6.1 ล้านบาท
วันที่ 27 มกราคม 2565 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายอนุชา นาคาศัย) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการประชุม คคบ. ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ จากการประชุม ได้มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 6 เรื่อง (ประเภทห้องชุดคอนโดมิเนียม และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง) ธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 6 เรื่อง (ซื้อคอร์สเสริมความงาม สมัครสมาชิกใช้บริการจองที่พัก ขายคืนกำไลฝังเพชร จัดหาพนักงานดูแลผู้ป่วย บริษัทกำจัดปลวก) ดังนี้ ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวน 6 เรื่อง 1. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยได้ชำระเงินจอง 5๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา 375,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ 1,125,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 1,550,๐๐๐ บาท ต่อมาบริษัทฯ ไม่สามารถก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภคจึงได้มีหนังสือขอยกเลิกสัญญาและให้บริษัทฯ คืนเงินทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่บริษัทฯ ไม่คืนเงินให้กับผู้บริโภคจึงเป็นการละเมิดสิทธิ มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน 1,550,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา 10,842,๐๐๐ บาท โดยได้ชำระเงินจอง 8๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา 643,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ 1,615,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่ผู้บริโภคชำระไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 2,158,๐๐๐ บาท แต่ต่อมาผู้บริโภคมีปัญหาทางการเงิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-2๐19 (Covid-19) ทำให้ไม่สามารถไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาได้ จึงมีความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและขอเงินคืน แต่บริษัทฯ ปฏิเสธ และเมื่อพิจารณาเงินจองและเงินทำสัญญาถือเป็นเงินมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น บริษัทฯ ต้องคืนเงินมัดจำบางส่วนแก่ผู้บริโภค ส่วนเงินดาวน์จำนวน 1,615,๐๐๐ บาท ถือเป็นการชำระราคาบางส่วน บริษัทฯ ไม่มีสิทธิริบเพราะเหตุที่ผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องคืนเงินดาวน์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ผู้บริโภค การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน 2,158,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 3. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา 3,740,๐๐๐ บาท โดยชำระเงินจอง 1๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา 5๐,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ 324,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 384,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้บริโภคได้ยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ปรากฏว่าไม่ได้รับอนุมัติ จึงไม่สามารถผ่อนชำระเงินดาวน์ให้ครบถ้วนตามสัญญาและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ บริษัทฯ จึงมีสิทธิริบเงินในส่วนนี้ ส่วนเงินดาวน์ จำนวน 324,๐๐๐ บาท เป็นการชำระค่าราคาห้องชุดบางส่วน บริษัทฯ จึงต้องคืนเงินดาวน์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ผู้บริโภค แต่บริษัทฯ พิจารณาคืนเงิน จำนวน 162,๐๐๐ บาท คิดเป็น 5๐% ของเงินดาวน์ หรือ 42.18% ของเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วทั้งหมด ซึ่งการกระทำดังกล่าวของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน 324,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 4. กรณีผู้บริโภค จำนวน 3 ราย ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่งโดยกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ซึ่งบริษัทฯ ได้โฆษณาว่า มีทาง Sky Walk เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์หลักสี่ ต่อมาผู้บริโภคพบว่าไม่มีทางดังกล่าวตามที่บริษัทฯ ได้โฆษณาไว้ ผู้บริโภคทั้งสามรายจึงมีความประสงค์ขอให้บริษัทฯ คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคทั้งหมด อีกทั้งกรณีการขออนุญาต อยู่ในขั้นตอนจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถก่อสร้างทางเชื่อมต่อระหว่างคอนโดไปยังสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์หลักสี่ตามที่ได้โฆษณาไว้ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องคืนเงินที่ริบไว้ทั้งหมดให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามรายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เมื่อบริษัทฯ ไม่คืนเงินที่ริบไว้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามราย ดังนั้น การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงินให้ผู้บริโภคทั้งสามราย รวมจำนวน 209,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 5. กรณีผู้บริโภค ได้ตกลงยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด โดยบริษัทฯ ตกลงคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน 1,019,320 บาท โดยชำระเงินแคชเชียร์เช็คภายในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 แต่เมื่อถึงกำหนดดังกล่าว บริษัทฯ ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้บริโภคแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทฯ มีปัญหาทางด้านการเงินและไม่สามารถขายห้องชุดได้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการตกลงทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคตามบันทึกข้อตกลงได้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน 1,019,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 6. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับบริษัทแห่งหนึ่งได้ชำระเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์ เป็นจำนวน 38๐,๐๐๐ บาท ต่อมาบริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญา ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน จึงมีหนังสือยกเลิกสัญญา และขอเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดคืน แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ปฏิเสธการคืนเงิน เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน 38๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 6 เรื่อง 1. กรณีผู้บริโภคได้ซื้อคอร์สเสริมความงามกับบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นเงินจำนวน 64,๐๐๐ บาท เพื่อใช้บริการที่สาขาวงเวียนใหญ่ แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ปิดกิจการสาขาวงเวียนใหญ่ ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงินที่ชำระไปแล้ว กรณีดังกล่าวเมื่อบริษัทฯ ได้รับเงินจากผู้บริโภคครบถ้วนจึงมีหน้าที่ให้บริการแต่เมื่อได้มีการปิดกิจการสาขาที่ผู้บริโภคทำสัญญาและใช้บริการ ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถให้บริการผู้บริโภคได้ตามสัญญาและไม่คืนเงินจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงินให้กับผู้บริโภค จำนวน 55,934 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาสมัครสมาชิกใช้บริการจองที่พักล่วงหน้ากับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา 29๐,๐๐๐ บาท หลังทำสัญญาได้ใช้บริการ ๓ ครั้ง ปรากฏว่าได้พักสถานที่พักที่มีระดับต่ำกว่าที่บริษัทฯ ได้นำเสนอในวันทำสัญญา จึงมีความประสงค์ขอคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้ว จำนวน 132,900 บาท เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถให้บริการจองสถานที่พักตามที่ได้มีการโฆษณาไว้ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทเพื่อบังคับให้คืนเงินให้กับผู้บริโภค จำนวน 132,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 3. กรณีผู้บริโภคได้ซื้อกำไลฝังเพชรกับร้านแห่งหนึ่งในราคา 3๐๐,๐๐๐ บาท โดยร้านฯ ได้มีการออกใบรับประกันสินค้าให้ผู้บริโภคระบุว่าหากนำสินค้ามาเปลี่ยนหรือขายคืน กรณีสินค้าไม่ชำรุดจะหัก 1๐% ต่อมาผู้บริโภคได้นำสินค้าไปขายคืน แต่ร้านฯ ปฏิเสธไม่รับซื้อคืน เนื่องจากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจทำให้ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าที่รับซื้อคืนได้ ทำให้เกิดภาวะขาดทุนและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ทั้งนี้จากข้อความตามเงื่อนไขของใบรับประกันสินค้า ข้อความในใบรับประกันสินค้าเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายกำไลฝังเพชร ดังนั้น การที่ผู้บริโภคนำสินค้ามาขายคืนตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา แต่ผู้ประกอบธุรกิจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งร้านดังกล่าว เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าคืนในกรณีผู้บริโภคนำสินค้ามาขายคืน หากสินค้าไม่ชำรุด จะรับซื้อในราคาหักร้อยละ 1๐ จากราคาขาย คือ 27๐,๐๐๐ บาท 4.กรณีผู้บริโภคทำสัญญาว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่งจัดหาพนักงานดูแลมารดาของผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 18,๐๐๐ บาท โดยชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้า จำนวน 18,๐๐๐ บาท และค่าเดินทาง 1,5๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น19,5๐๐ บาท ในวันจัดส่งพนักงาน หนังสือจัดส่งปรากฏเป็นอีกชื่อหนึ่งรวมถึงพนักงานไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ผู้บริโภคจึงแจ้งเรื่องให้กับห้างฯ ทราบ และห้างฯ ได้จัดส่งพนักงานคนใหม่ไปปฏิบัติงานแทน แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ผู้บริโภคจึงได้แจ้งเรื่องไปยังห้างฯ เพื่อยกเลิกสัญญาและขอเงินคืน จากการเจรจาไกล่เกลี่ยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยห้างฯ ตกลงคืนเงินให้แก่ผู้ผู้บริโภค จำนวน 15,6๐๐ บาท แบ่งผ่อนชำระออกเป็น 12 งวด งวดละ 1,3๐๐ บาท ต่อมาห้างฯ ได้ชำระเงินให้ จำนวน 5 งวด รวมเป็นเงินจำนวน 6,5๐๐ บาท หลังจากนั้นไม่ได้ชำระเงินตามบันทึกข้อตกลง จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งห้างฯ และหุ้นส่วนผู้จัดการ เพื่อบังคับให้คืนเงินให้กับผู้บริโภคเป็นเงิน จำนวน 9,1๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 5. กรณีผู้บริโภคทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทแห่งหนึ่งกำจัดปลวกโดยใช้ระบบเหยื่อ มีค่าบริการเป็นเงิน 11,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้บริโภคได้ชำระค่าบริการไปครบถ้วนแล้ว และมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน ต่อมาบริษัทฯ ได้เข้ามาให้บริการ จำนวน 2 ครั้ง และหลังจากนั้นไม่ได้เข้ามาให้บริการอีกตามกำหนดระยะเวลาที่ได้ทำไว้ในสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งบริษัทดังกล่าว เพื่อบังคับให้คืนเงินให้กับผู้บริโภคเป็นเงิน จำนวน 11,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 6. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทแห่งหนึ่ง จัดหาพนักงานดูแลผู้ป่วยในอัตราค่าจ้างเดือนละ 15,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้บริโภคได้ชำระเงินมัดจำเป็นเงิน 15,๐๐๐ บาท และค่าบริการเป็นเงิน 2,5๐๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน 17,500 บาท ต่อมาผู้ป่วยที่พนักงานของบริษัทฯ ดูแลได้เสียชีวิตลง ผู้บริโภคจึงให้พนักงานแจ้งไปยังบริษัทฯ เพื่อให้คืนเงินมัดจำเป็นเงิน 15,๐๐๐ บาท แต่บริษัทฯ แจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินจำนวนดังกล่าวได้ จากการเจรจาไกล่เกลี่ย ผู้บริโภคได้มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่า บริษัทฯตกลงคืนเงินมัดจำให้ แต่ขอหักเงินค่าแรงของพนักงานเป็นเงิน 9๐๐ บาท คงเหลือ 14,100 บาท โดยแบ่งชำระออกเป็นจำนวน 3 งวด ๆ ละ 4,7๐๐ บาท ซึ่งผู้บริโภคได้รับชำระเงินงวดแรกจำนวน 4,7๐๐ บาท ส่วนงวดที่ 2 และ 3 ไม่ได้รับการชำระหนี้ตามกำหนดเวลาและไม่สามารถติดต่อบริษัทฯ ได้ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งบริษัทฯ ดังกล่าว เพื่อบังคับให้คืนเงินให้กับผู้บริโภคเป็นเงิน จำนวน 9,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ ได้มีการดำเนินคดีแพ่ง
แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมจำนวน ๑๒ ราย โดยบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 6,128,654 บาท (หกล้านหนึ่งแสนสองหมื่นแปดพันหกร้อยห้าสิบสี่บาทถ้วน)พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย