ตร.แถลงมาตรการเข้มรับมือโควิด-19 วอนผู้กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงกักตัวเอง14วัน

อาชญากรรม6 มี.ค. 2563 • 05:46 น.
ตร.แถลงมาตรการเข้มรับมือโควิด-19 วอนผู้กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงกักตัวเอง14วัน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ,พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2 ,พล.ต.ต.สุรชัย เจ็ดพี่น้องร่วมใจ ผบก.กองสวัสดิการ ตร. ,พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงมาตรการรับมือโควิด-19 ของหน่วยร่วมปฏิบัติ อาทิ รพ.ตำรวจ สตม. กองบังคับการสวัสดิการ กองสารนิเทศ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนทราบและเห็นการทำงานทุกมิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านด่านทางบก เรือ อากาศ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง, รพ.ตำรวจ, และการกักตัวเอง 14 วัน พล.ต.ท.วิฑูรย์ กล่าวว่า รพ.ตำรวจ มีหน้าที่หลักในการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงออกจากคนปกติ เพื่อไม่ให้มีการแพร่กระจายโรคไปมากกว่านี้ โดยจะมีการคัดกรองทุกตึกที่คนไข้เดินทางเข้า ตั้งแต่การวัดไข้และซักประวัติว่าเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ หากพบว่ามีไข้และเป็นกลุ่มเสี่ยงก็จะมีการแจกหน้ากากอนามัย และแยกตัวเข้าสู่ห้องแยกโรคเพื่อเก็บเสมหะไปตรวจว่ามีเชื้อหรือไม่ หากพบเชื้อโควิด-19 ก็จะแยกตัวไปยังห้องความดันลบ เพื่อทำการรักษา ที่ผ่านมารพ.ตำรวจ มีกลุ่มเสี่ยงที่เข้ามารับการตรวจโรคโควิด-19 จำนวน 31 คน พบว่า มีเพียง 1 คน ที่มีผลเป็นบวกซึ่งเป็นชาวจีนที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น เบื้องต้นได้รับการรักษาจนหาย และสามารถกลับบ้านได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ ก็สามารถควบคุมกลุ่มคนเสี่ยงที่เดินทางเข้ามาได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือคนไทยที่ไปเป็นแรงงานเถื่อนกลับมา แต่ทั้งนี้ การดำเนินการตรวจสอบอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่ของ รพ.ตำรวจ ณ ปัจจุบันยังไม่มีใครติดโรคโควิด-19 ถือว่าการคัดกรองของ รพ.ตำรวจ ยังสามารถควบคุมได้อยู่ แต่ก็มีการวางแผนในอนาคตหากการระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 จะต้องมีการแยกตึก ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับอาคารใด มีการควบคุมการเข้าออก รวมถึงระบบป้องกันการกระจายของโรคโควิด-19 พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2 กล่าวว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีภารกิจหลักในการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา 4 ประเทศ คือ จีน เกาหลี อิตาลี และอิหร่าน ซึ่งมีทั้งมาตรการป้องกันตั้งแต่การตรวจสอบที่นั่งบนเครื่องบิน จัดกลุ่มที่นั่งสำหรับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ คนที่เดินทางเข้าประเทศมามี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ Overstay หรือ ผีน้อย ต้องเข้าสู่กระบวนการซักประวัติ และหากพบว่าไม่มีอาการป่วยไข้ ก็จะปล่อยตัวกลับภูมิลำเนา แต่จะติดตามต่ออีกเป็นเวลา 14 วัน กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มอื่น ๆ ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปและคนไทย โดยคุมเข้มชาวต่างชาติให้กรอกข้อมูลที่พักโดยละเอียด พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ หากคนที่เดินทางเข้ามาแล้วมีไข้ หรือมีอาการต้องสงสัยภายหลังเดินทางเข้ามาแล้ว ก็จะมีการติดตามไปตรวจสอบ ทั้งบุคคลใกล้ชิด และคนที่นั่งใกล้กับผู้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ 2 แถวหน้า-หลัง เพื่อไปตามตัวมาตรวจสอบ รวมถึงตามด่านตรวจ ก็จะมีมาตรการรองรับทั้งเตรียมหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และถุงมือ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรค มีการเช็ดอุปกรณ์เครื่องมือทุก 10 นาที และฝากไปถึงประชาชน ผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม ให้ช่วยเฝ้าระวังสอดส่องด้วย ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า จะประสานขอความร่วมมือให้ทางการเกาหลีใต้กักตัวผู้ที่ Overstay เป็นเวลา 14 วันก่อนเดินทางกลับได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมาตรการของประเทศต้นทาง แต่ทั้งนี้ก็ได้ขอความร่วมมือคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศ ให้กักตัวเองก่อนเดินทางเป็นเวลา 14 วัน และจะให้สถานฑูตออกหนังสือรับรองก่อนเดินทางกลับ นอกจากนี้ ยังให้สายการบินช่วยคัดกรองผู้โดยสารที่จะขึ้นเครื่องบินด้วย เพราะหากพบภายหลังว่าผู้ที่เดินมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงมีอาการป่วย สายการบินจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษา พล.ต.ต.สุรชัย เจ็ดพี่น้องร่วมใจ ผบก.กองสวัสดิการ ตร. กล่าวว่า กองสวัสดิการมีอาคาร 3 ชั้น 80 ห้อง เตรียมการไว้รองรับกรณีมีกลุ่มเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสามารถปรับเปลี่ยนไปรองรับประชาชนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเตรียมมาตรการและสถานที่รองรับเพิ่มเติม คือกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนในแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงาน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยโควิด-19 หากมีความจำเป็น ฝากถึงผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ว่าขอให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในการกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย เพราะเชื่อว่าคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็รู้ตัวอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าประเทศทย จะยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในให้บุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงกักตัวเอง แต่เชื่อว่ามาตรการทางสังคมอาจจะทำให้บุคคลกลุ่มนี้มีความรับผิดชอบมากขึ้น ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานมาโดยตลอด ทั้งการตรวจคัดกรองคนเข้า และจับกุมผู้ที่ขายหน้ากากอนามัยเกินราคา โดยขณะนี้มีการจับกุมไปแล้วกว่า 50 ราย ส่วนใหญ่พบว่าจำหน่ายเกินราคา ซึ่งยังมีการสืบสวนและจับกุมอยู่เรื่อย ๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน ซึ่งในการจับกุมยังรวมไปถึงผู้ที่กักตุนสินค้าและปล่อยขายในเฟซบุ๊ก