ตร.แจง 'กอร.ฉ.' ย้ำไม่อนุญาตให้ชุมนุมเด็ดขาดยืนยันดำเนินการปราบม็อบตามหลักกฎหมายเเละสากลนิยม

อาชญากรรม18 ต.ค. 2563 • 05:56 น.
ตร.แจง 'กอร.ฉ.' ย้ำไม่อนุญาตให้ชุมนุมเด็ดขาดยืนยันดำเนินการปราบม็อบตามหลักกฎหมายเเละสากลนิยม
วันที่ 18 ต.ค. 63 ที่สำนักงานตำรวจแห่งช่ติ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงข่าวการดำเนินงานของ กอร.ฉ. ยืนยันดำเนินการตามหลักกฎหมายเเละสากลนิยม เตรียมผู้เชี่ยวชาญชี้เเจงส่วนผสมในน้ำที่ใช้ในการควบคุมฝูงชน พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กอร.ฉ.ยืนยันดำเนินการตามหลักกฎหมายเเละสากลนิยม ย้ำ การบังคับใช้กฎหมายขณะนี้เป็นกฎหมายเฉพาะกับผู้ชุมนุม ไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมใดๆ ที่จะนำไปสู่ความไม่สงบ หากมีความจำเป็นทางศูนย์ กอร.ฉ. จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเน้นทำให้สังคมสงบ ส่วนเรื่องรายละเอียดของคดีรวมถึงการนัดรวมพลกันของผู้ชุมนุม ขอให้ทางนครบาลเป็นผู้ชี้เเจง ส่วนที่นักสิทธิมนุษยชนเเละนานาชาติตั้งข้อสังเกตถึงการกระชับพื้นที่ของตำรวจเมื่อวันที่16 ตุลาคมที่ผ่านมาว่าเป็นไปตามหลักสากลจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ขอยืนยันทุกอย่างเป็นหลักสากลและตำรวจปฏิบัติภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีการใช้กฎหมายพิเศษหลังมีประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง สำหรับส่วนผสมในน้ำที่ใช้ในปฏิบัติการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่16 ตุลาคมนั้น หลังจากนี้จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีชี้เเจงกับสื่อมวลชนอีกครั้ง เเต่ยืนยันใช้ตามหลักสากล ทั้งนี้ พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวอีกว่า เราอยู่ในช่วงบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ต่างจากการใช้กฎหมายทั่วไป การดำเนินการใดๆ ก็ตาม ยึดหลักกฎหมายเป็นหลัก สามารถตรวจสอบได้ตามหลักสากล ไม่มีการกระทำที่รุนแรงหรือเกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยุทธวิธีที่ใช้ก็เป็นไปตามหลักสากลนิยม ส่วนที่มีผู้เรียกร้องให้ตำรวจหยุดดำเนินกับผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชนในเรื่องทางคดีนั้นทาง บช.น. จะเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีผู้จงใจปล่อยเฟคนิวส์ 2 กรณี ว่า ตามที่มีปรากฏเนื้อหาคำสั่งประกาศของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงฉบับที่ 6/2563 เรื่องกำหนดสถานที่ควบคุมเพิ่มเติม ฉบับลงราชกิจจนุเบกษาเล่มที่ 137 ตอนพิเศษ 244 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2563 และมีหนังสือสีแดงเขียนว่าโมฆะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีการบิดเบือนเรื่องของปี พ.ศ. ที่ประกาศ ซึ่งเป็นปี พ.ศ.2562 โดยประกาศฉบับจริงได้ประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีวันเดือนปีที่ถูกต้อง ผู้กระทำมีเจตนาบิดเบือนให้ผู้อ่านหรือผู้รับข้อมูลเข้าใจว่า ประกาศดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท รวมทั้งยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 อนุ 3 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งนี้ขอความร่วมมืออย่าส่งหรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ เพราะผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลต่อ อาจต้องรับโทษด้วย ส่วนกรณีมีผู้ส่งต่อภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจก้มหน้าทำท่าฉีดสเปรย์สี คำว่า “ภาษีกู” และโพสต์ข้อความว่าตำรวจจอดรถ และนำกระป๋องสีพ่นกลางถนน ห้าแยกลาดพร้าว อย่าเล่นสกปรกมากนะ ผู้ที่เผยแพร่ภาพดังงกล่าวมีเจตนาให้ผู้รับข้อมูลเห็นว่าตำรวจเข้าไปพ่นสีเพื่อสร้างสถานการณ์ ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลังจากเลิกการชุมนุมที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ จนพบข้อความที่ไม่เหมาะสมบนพื้นถนนจึงก้มถ่ายรูปเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา การกระทำในลักษณะนี้ก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 อนุ 3 และยังฝ่าฝืน พ.ร.ก.ร้ายแรงอีกด้วย