- โฆษณา -

มูลนิธิเด็กฯยื่นหนังสือขอคุ้มครองพยานกรณีเด็กหญิง 14 ถูกผู้ต้องหา 11 คนรุมโทรม

อาชญากรรม2 มี.ค. 2566 • 13:52 น.
มูลนิธิเด็กฯยื่นหนังสือขอคุ้มครองพยานกรณีเด็กหญิง 14 ถูกผู้ต้องหา 11 คนรุมโทรม

มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว และภาคีเครือข่าย ยื่นหนังสือขอการคุ้มครองพยาน กรณีเด็กหญิง อายุ 14 ปี ที่ถูกผู้ต้องหา 11 คน รุมโทรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ มีนาคม 2564 - มกราคม 2566

วันที่ 2 มีนาคม 2566 นางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วยนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิฯ เข้ายื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อร้องให้นำครอบครัวเด็กหญิงวัย 14 ปี จากจังหวัดเลย ประกอบไปด้วย ตัวเด็กเอง แม่ และยายซึ่งพิการตาบอด เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยาน โดยว่าที่ ร.ต.ธนกฤต  จิตอารีรัตน์  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มารับหนังสือแทน 

- โฆษณา -

สืบเนื่องจากเด็กหญิงชาวจังหวัดเลยคนนี้ ตกเป็นเหยื่อรุมโทรมโดยผู้ก่อเหตุกว่า 15 คน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 ถึงเดือนมกราคม 2566 ซึ่งหนึ่งในผู้ก่อเหตุเป็นนายตำรวจยศ ร.ต.อ. มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าแก๊งค์นำลูกน้อง 11 คนมารุมโทรม แม้น้องจะมีแฟนแล้วย้ายไปอยู่กับแฟนในต่างจังหวัด แต่ก็ยังถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุตามราวี คุกคาม และพยายามก่อเหตุรุมโทรมเรื่อยมา แม้เมื่อเดือนธันวาคม 2565 พบว่ามีผู้ก่อเหตุกลุ่มใหม่อีก 4 รายที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม ร.ต.อ.รายนี้ มาก่อเหตุรุมโทรม แต่ยังไม่สามารถตามจับทั้ง 4 รายได้ 

ส่วนผู้ก่อเหตุเพียงแค่ 11 ราย แม้จะถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วโดยพนักงานสอบสวน สภ.เชียงกลม และถูกอนุมัติฝากขังโดยศาลจังหวัดเลย ทว่าศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ก่อเหตุ 5 ราย ซึ่งรวมถึง ร.ต.อ.หัวโจกด้วย ส่วนอีก 6 ราย ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง แต่ปรากฎว่ากลุ่มญาติและเพื่อนของผู้ต้องหาซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับผู้เสียหาย ได้ออกเคลื่อนไหวในลักษณะที่อาจจะก่ออันตรายครอบครัวเด็กผู้เสียหาย รวมถึงกดดันการทำงานของพนักงานสอบสวน เช่น การประท้วงหน้าสถานีตำรวจกล่าวหาว่าเด็กกุเรื่อง ไปจนถึงการคุกคามถึงหน้าบ้าน แม้ตอนนี้ตัวเด็กผู้เสียหายจะอยู่ในการคุ้มครองพักในบ้านของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่เนื่องจากตามกฎหมายแล้วสามารถอยู่ได้แค่ 90 วัน และยังกังวลในเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว เลยจำเป็นต้องขอให้ผู้เสียหายและครอบครัวเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด 

โดยนางทิชา ระบุว่า คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมไทยโดยเฉพาะในสังคมชนบทยังคงมีกลุ่มผู้มีอิทธิพล ซึ่งรวมถึงข้าราชการที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ใช้อำนาจในทางที่ผิดในการก่อคดีอาชญากรรมและปัญหาสำคัญที่ตามมาคือ  การข่มขู่และแทรกแซงคดีจนทำให้เหยื่อไม่กล้าต่อสู้คดีเนื่องจากหวาดกลัวเกรงว่าจะถูกทำอันตรายได้ ซึ่งหากสามารถนำเด็กเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานได้ นอกจากจะทำให้การพิจารณาคดีและการรวบรวมพยานหลักฐานต่อสู้คดีในชั้นศาลไม่ถูกแทรกแซงแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมพลังใจให้แก่เหยื่อ ผ่านกระบวนการ Empowerment ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการฟื้นฟูกำลังใจและเปลี่ยนสถานภาพจากเหยื่อผู้อ่อนแอสู่พยานผู้กล้าหาญในการพูดความจริง ต่อสู้คดีเพื่อเอาผิดแก่ผู้ก่อเหตุได้ มิใช่ต้องต่อสู้ด้วยตนเองอย่างอ่อนแอจนถูกแทรกแซงข่มขู่ 

ฉะนั้นวันนี้ จึงมาร้องขอให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พิจารณาให้นำเด็กหญิงคนนี้รวมถึงครอบครัว มาอยู่ในกระบวนการคุ้มครองพยานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และดำเนินกระบวนการเยียวยาจิตใจและเสริมพลังให้เด็กหญิงคนนี้กล้าหาญที่จะสู้คดีได้ นางทิชาย้ำอีกว่า อยากให้กรณีนี้เป็นการสะท้อนเรื่องราวและปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากกว่าเป็นข่าวอาชญากรรม ย้ำว่ากฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ มิใช่เพียงแค่ลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการอำนวยความยุติธรรมที่ปราศจากการแทรกแซงแก่ผู้เสียหายและสามารถนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายได้ 

ด้าน ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความหดหู่ใจและไม่ควรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย ขอยืนยันว่า กระทรวงยุติธรรมยังคงเข้มแข็งพอที่จะดูแลภาคสังคมและจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้เป็นอันขาด โดยหลังจากนี้จะดำเนินการสั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพนำตัวครอบครัวผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิของพยานทันที รวมถึงการเยียวยาตาม สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา อีกทั้งจะมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI รวมถึงสถาบันนิติวิทยาศาตร์ เข้ามาช่วยพนักงานสอบสวนในการลงพื้นที่แสวงหาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อนำมาลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วน ร.ต.อ. ผู้ก่อเหตุ ทาง ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวว่า ขอใช้เวลาในการสืบสวนหาเรื่องราวสักระยะ ก่อนจะประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการทางวินัยกับตำรวจรายนี้