ปปง.ขอศาลนำทรัพย์สินคดี “พิยดา”คืนผู้เสียหาย และยึดทรัพย์ “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก”
ต่อกรณีความคืบหน้าคดีนางสาวพิยดา ทองคำพันธ์ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา อันเข้าลักษณะความผิดมูลฐานตามมาตรา 3(3) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ล่าสุดเมื่อวันที่11ม.ค.64 มีรายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงาน ปปง. ได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 และคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้สำนักงาน ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 167/2564 เรื่อง ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ลงวันที่ 8 กันยายน 2564 จำนวน 10 รายการ (เงินสด, โทรศัพท์เคลื่อนที่, ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 7,944,474.85 บาท พร้อมดอกผล
และทรัพย์สินที่ตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 173/2564 เรื่อง ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จำนวน 23 รายการ (รถยนต์ยี่ห้อ BMW, ตู้นิรภัย, กระเป๋า เข็มขัด และตะกร้าหวายแบรนด์เนม) รวมมูลค่าประมาณ 3,053,590 บาท พร้อมดอกผล รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 10,998,064.85 บาท พร้อมดอกผล คืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แทนการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยเป็นผู้เสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 167/2564 จำนวน 37 ราย และผู้เสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 173/2564 จำนวน 9 ราย
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้สำนักงาน ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินรายคดีดังกล่าวตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 167/2564 คืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกันตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำนวน 55 ราย รวมจำนวนผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิในรายคดีนี้ ทั้งสิ้น 101 ราย
นอกจากนี้ คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาดำเนินการกับทรัพย์สินในรายคดี นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความหรือความผิด ตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3(3) และความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยร่วมกันหลอกลวงผู้อื่น โดยการโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านสื่อสาธารณะ SMS บนโทรศัพท์มือถือและสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเสนอรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย ได้แก่ ลงทุนซื้อคูปองทอง ลงทุนซื้อแพกเกจท่องเที่ยว ลงทุนธุรกิจกระเป๋าแบรนด์เนมและระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ และอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลงไว้ และภายหลังไม่สามารถติดต่อได้
โดยคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) รวมทั้งสิ้นจำนวน 20 รายการ (เงินสด, ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมราคาทั้งสิ้นประมาณ 89,851,171.88 บาท พร้อมดอกผล
สำหรับคดี นายประสิทธิ์ กับพวก คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 พิจารณาแล้วมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว จำนวน 89 รายการ (ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ในบัญชีหลักทรัพย์) รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 130,371,449.55 บาท พร้อมดอกผล มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน รวมจำนวนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดในรายคดีนี้ทั้งสิ้น 109 รายการ มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในรายคดีนี้ทั้งสิ้นประมาณ 220,222,621.43 บาท”