ทลายเครือข่ายแก๊งหลอกกู้เงิน ความเสียหายกว่า 600 ล้านบาท พร้อม จับแก๊งโหด สร้างบาดแผลโกงเงินประกัน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท
วันนี้ (28 ธ.ค.64) ที่ กองบังคับการปราบปราม หรือ บก.ป. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว ผกก.6 บก.ป., พ.ต.อ.กฤษฎาพร บ้านโปร่ง รอง ผบก.ปอศ., และ พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. ได้ทำการแถลงผลการปฏิบัติงานของตำรวจสอบสวนกลาง สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมได้ รวม 2 คดี โดยคดีแรกเป็นการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หรือ บก.ปอศ. สามารถจับกุม "แก๊งโกงกู้" หลอกประชาชน อ้างใช้บัตรประชาชนใบเดียวขอเงินกู้ พบเงินหมุนเวียนประมาณ 233 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 เดือน
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้ออกผลิตภัณฑ์ให้สินเชื่อในรูปแบบออนไลน์ โดยประชาชนสามารถขอสินเชื่อผ่านทางออนไลน์ได้ เพือให้ประชาชนได้รับอนุมัติวงเงินกู้เร็วขึ้น และเป็นการป้องกันกสรแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มมิจฉาชีพได้เห็นช่องทางจากมาตรการดังกล่าว จึงหลอกลวงประชาชนที่ขาดรายได้ โดยการชักชวนว่าสามารถหาแหล่งเงินทุนให้ได้ เพียงแค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถกู้เงินได้
เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 64 ประชาชนในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเป็นนายหน้าอ้างว่าสามารถหาเงินกู้ให้ได้ จึงหลงเชื่อและมอบบัตรประชาชนให้ หลังจากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพพาไปสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนกลางป่าในพื้นที่ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการยื่นกู้ จากนั้นประมาณ 1 เดือน กลุ่มมิจฉาชีพได้นำโทรศัพท์มามอบให้ พร้อมกับเงินประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท ซึ่งอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ทว่าต่อมาประชาชนกลับได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคารว่าตนเองเป็นหนี้ 160,000 บาท โดยได้รับเงินจริงเพียง 1 ใน 4 ของยอดเงินกู้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าว จนทราบเครือข่ายผู้ที่ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ โดยสมาชิกในเครือจ่ายจะทำการแบ่งหน้าที่กัน เช่น กลุ่มจัดหาโทรศัพท์มือถือ, กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชี, กลุ่มนายหน้า และ กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ นำไปสู่การขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 14 ราย
ล่าสุดวันนี้ (28 ธ.ค.64) เวลา 06.30 น. กองบังคับการปราบปรามปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมกับ กองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ จำนวน 10 จุด ในพื้นที่ กบินทร์บุรี, ปราจีนบุรี, พัทยา, สระแก้ว, นครราชสีมา, สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทรา ภายใต้ยุทธการ “สอบสวนกลาง ปราบแก๊งโกงกู้”
โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย ได้แก่นางสาวณัฐกฤตา อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2138/2564,นางสาวพรพรรณ อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2139/2564, นายวิโรจน์ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2140/2564, นางสาวคฑามาส อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2141/2564, นายศราวุธ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2142/2564, นายจักรณรงค์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2143/2564, นายยศวริศ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2144/2564 นางสาวชุติกาญจน์ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2145/2564, นางสาวกมลทรรศน์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2146/2564, นายก้องเกียรติ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2147/2564, นางศศิธร อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2149/2564,นางสาวพวงเพ็ญ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2150/2564, น.ส.สุพัตรา อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2151/2564 และ นางสาวศิริลาวัลย์ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2148/2564 พร้อมของกลาง บัญชีธนาคาร 65 รายการ, โทรศัพท์มือถือ 78 เครื่อง, เอกสารเกี่ยวกับการทำธุรกรรม 16 รายการ, เอกสารเกี่ยวกับคดี 14 รายการ, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 9 ใบ, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 รายการ และของกลางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 207 รายการ รวมมูลค่ากว่า 2,383,600 บาท อย่างไรก็ตาม บัญชีดังกล่าวได้ถูกกลุ่มผู้ต้องหาทำการถอนเงินไปแล้ว คงเหลือยอดไว้รวมแล้วประมาณ 400,000 บาท เท่านั้น
ผู้ต้องหาทั้ง 14 คน ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ และยังไม่เคยถูกจับกุมมาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ 13 ราย ปฏิเสธ 1 ราย
ส่วนคดีที่สอง เป็นผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม หรือ บก.ป. หลังนำกำลังตำรวจบุกเข้าทลายแก๊งโหด สร้างบาดแผลฉ้อโกงประกันภัย มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกลุ่มบริษัทประกันภัยได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.6 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาที่ฉ้อโกงบริษัทประกันภัย ส่งผลให้ได้รับความเสียหายหลายบริษัท ซึ่งเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2559 กลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้ร่วมกันจัดฉากสร้างบาดแผลเพื่อฉ้อโกงเงินประกันจากบริษัทประกันภัย โดนการชักชวนประชาชนให้เข้ามาทำ
ประกันภัย และให้ค่าจ้างตามลักษณะบาดแผล เช่น หากได้รับบาดเจ็บนอนโรงพยาบาลจะได้รับเงินค่าจ้าง คืนละ 3,000 บาท โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะนำชื่อของผู้เอาประกันภัย เข้ามาในที่พักอาศัยของกลุ่มขบวนการ และให้ค่าจ้างเป็นค่ารับย้ายเข้า เพื่อให้ผู้เอาประกันมีความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะให้ผู้สมัครใจเอาประกันเปิดบัญชีธนาคาร พร้อมกับทำบัตรเอทีเอ็ม แต่ทางขบวนการจะยึดสมุดบัญชีและบัตรเอที่เอ็มไว้ จากนั้นขบวนการจะพาผู้สมัครใจเอาประกันเดินทางไปทำประกันภัย บางครั้งมีการแจ้งข้อมูลเท็จในด้านอาชีพหรือรายได้ของผู้เอาประกันเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนบริษัทประกันภัยยอมออกกรมธรรม์ประกันภัยให้
ต่อมาทางขบวนการจะนัดหมายให้บุคคลผู้เอาประกันมาทำบาดแผล เช่น การนำน้ำแกงเดือด ราดที่บริเวณขาผู้สมัครใจเอาประกัน จนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจะนำตัวผู้เอาประกันส่งโรงพยาบาล และขบวนการมิจฉาชีพจะนำเอกสารที่ให้ผู้เอาประกันลงลายมือชื่อไว้ ไปยื่นขอเบิกเงินประกันกับบริษัทประกันภัย
จากการสืบสวนพบว่า มีผู้เอาประกันที่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลน้ำร้อนลวกและเบิกเงินประกันในลักษณะดังกล่าว 13 ราย โดยมีขบวนการกลุ่มมิจฉาชีพที่กระทำผิดลักษณะดังกล่าว จำนวน 3 เครือข่ายใหญ่ ในพื้นที่ภาคใต้ พบความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งบริษัทประกันภัยได้จ่ายเงินค่าชดเชยไปแล้ว รวมเป็นเงินกว่า 14 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาจ่ายเงินประกันอีกกว่า 6 ล้านบาท
ทางตำรวจสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบขบวนการและกลุ่มผู้กระทำผิด จนกระทั่งสามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาได้ในข้อหาซ่องโจร,ร่วมกันพยายามฉ้อโกง,ทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อกระทำความผิดอื่น เพื่อเอาผลประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางได้นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา จำนวน 15 จุดทั่วประเทศ จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 เครือข่าย รวมผู้ต้องทั้งสิ้น 16 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวอีก 2 ราย นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 12 นัด จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสิ้นสุดการแถลง ตัวแทนผู้บริหารจากบริษัทประกันภัย ได้มอบกระเช้าและกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป