"วรภัค" เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง "ขยายตัวอย่างจำกัด"

เศรษฐกิจ19 ต.ค. 2568 • 13:31 น.
"วรภัค" เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง "ขยายตัวอย่างจำกัด"

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ระบุว่า

" แนวโน้มเศรษฐกิจโลก – ตุลาคม 2025 (IMF World Economic Outlook) การประชุมประจำปี Worldbank IMF 2025 ในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้

1. ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

IMF คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐกิจ แม้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2025 จะสร้างแรงกดดันต่อการค้าโลก แต่ข้อตกลงทางการค้าและข้อยกเว้นจำนวนมากช่วยบรรเทาผลกระทบ ทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อการเติบโตยังคง “จำกัด” แต่บั่นทอนโอกาสการเร่งตัวของเศรษฐกิจในระยะกลาง

2. ความเสี่ยงขาลง (Downside Risks)

IMF เน้นย้ำว่าความเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เติบโตต่ำกว่าคาดมีหลายประการ ได้แก่:

• ความตึงเครียดทางการค้า: การยกระดับความขัดแย้งทางการค้าอาจลดผลผลิตโลกได้ถึง 0.3%

• ฟองสบู่เทคโนโลยี: การลงทุนร้อนแรงในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่คล้ายวิกฤตดอทคอม ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยและแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินโลก

• รูปแบบการเติบโตของจีน: ความเปราะบางในภาคอสังหาริมทรัพย์และการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของจีน ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจโลก

• ข้อจำกัดทางการคลัง: หลายประเทศยังไม่สามารถสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” เพิ่มได้ทัน ทำให้เปราะบางต่อดอกเบี้ยที่สูงและระดับหนี้สาธารณะที่เร่งขึ้น

• แรงกดดันต่อธนาคารกลาง: การเรียกร้องให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือและก่อความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในระยะต่อไป

3. โอกาสเชิงบวก (Upside Potential)

แม้จะมีแรงกดดัน แต่ IMF มองว่ามีโอกาสหลายด้านที่สามารถช่วยพยุงและเร่งการเติบโต:

• การลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย: การบรรลุข้อตกลงทางการค้าและลดภาษีสามารถเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

• ศักยภาพของ AI: เทคโนโลยี AI มีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพทั่วโลก หากบริหารความเสี่ยงได้ดี

• นโยบายภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบ

• การลงทุนเพื่ออนาคต: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตระยะยาว

4. ประเด็นคำถามสำคัญจากสื่อมวลชน

• สหรัฐฯ – จีน: มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลจำกัดในระยะสั้น แต่สร้างความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่กระทบการลงทุนโดยตรง

• การแยกส่วนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation): IMF แสดงความกังวลต่อการแบ่งแยกภูมิทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและทิศทางการค้า

• เงินดอลลาร์อ่อนค่า: เป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์

• ไนจีเรีย: แนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ลดลงและราคาพลังงานที่สูงขึ้น

• ฟองสบู่เทคโนโลยี: IMF ไม่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้น แต่เตือนว่าตลาดเทคโนโลยีมีความร้อนแรงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อระบบการเงิน

• สหราชอาณาจักร: การเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย G7 แต่เงินเฟ้อยังสูง

• ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก

• ตะวันออกกลาง: ข้อตกลงสันติภาพล่าสุดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างในภูมิภาค

• นโยบายของจีน: IMF เรียกร้องให้จีนปรับสมดุลรูปแบบการเติบโตสู่การบริโภคภายในประเทศเพื่อลดความเปราะบาง

• แอฟริกาใต้สะฮารา: การเติบโตถูกปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของเสถียรภาพมหภาคและความคืบหน้าในการปฏิรูป

5. ข้อสังเกตเชิงนโยบาย

1. โลกกำลังอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวเปราะบาง” - การเติบโตระดับ 3.2% ไม่เพียงพอที่จะลดช่องว่างรายได้และชดเชยผลกระทบจากการแยกส่วนภูมิเศรษฐกิจโลก

2. Trade & Tech จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ - หากความตึงเครียดทางการค้าลดลงและการลงทุนใน AI สามารถนำไปสู่ผลิตภาพจริง ไม่ใช่ฟองสบู่ ผลกระทบเชิงบวกจะมีนัยสำคัญ

3. การบริหารความเสี่ยงเชิงมหภาคมีความสำคัญยิ่ง - ความเปราะบางด้านการคลังและแรงกดดันต่อธนาคารกลางอาจทำให้หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายมากขึ้น

สรุป: IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด” ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนด้านเทคโนโลยีและนโยบาย แต่ก็ยังมีโอกาสเชิงบวก หากประเทศต่าง ๆ สามารถลดความไม่แน่นอน สร้างพื้นที่นโยบาย และขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างเป็นระบบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง