อุทาหรณ์ราคาแพง! “แบงก์เอสวีบี” ปิดกิจการ แนะ “นักลงทุน” ควรศึกษาป้องกันตกเป็นเหยื่อ! 

เศรษฐกิจ17 มี.ค. 2566 • 23:00 น.
อุทาหรณ์ราคาแพง! “แบงก์เอสวีบี” ปิดกิจการ แนะ “นักลงทุน” ควรศึกษาป้องกันตกเป็นเหยื่อ! 

นับเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเงินของสหรัฐฯ ที่ทางผู้คุมกฎด้านการเงินของรัฐแคลิฟอร์เนีย  สั่งปิด และเข้ายึด “ธนาคาร ซิลิคอน วัลเลย์” หรือเอสวีบี สถาบันการเงินใหญ่อันดับ 16 ของสหรัฐฯ และเข้าควบคุมเงินฝากทั้งหมด นับเป็นเหตุธนาคารล้มครั้งใหญ่สุดในสหรัฐฯรอบ 15 ปี 

ทั้งนี้ มีต้นสาย ปลายเหตุ จากการที่ “สำนักงานคุ้มครองทางการเงินและนวัตกรรมแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย” สั่งยุติการดำเนินงานของเอสวีบี ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่เน้นให้บริการกับผู้ประกอบกิจการสตาร์ตอัพ ในซิลิคอน วัลเลย์ เนื่องจากวิกฤติสภาพคล่อง และการไม่ประสบความสำเร็จในการระดมเงิน 2,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มทุน ส่งผลให้มีการสั่งปิดธนาคาร เพื่อคุ้มครองเงินฝากของประชาชน และขอให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลาง เข้ามาจัดการทรัพย์สินต่อ โดยจะมีการขายสินทรัพย์ของธนาคาร เพื่อนำเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าของบัญชีและเจ้าหนี้ 

งานนี้ส่งผลกระทบต่อหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มของสถาบันการเงินได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ต่างๆ เทขายทิ้งออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต หากมีการเทขายออกมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ  

จะเห็นได้จากตั้งแต่ข่าวปิดธนาคารเอสวีบี ก็มีตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก เทขายหุ้น อาทิ ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลีย  ปิดที่ 7,008.90 จุด ลดลง 99.90 จุด หรือ -1.41% และดัชนี All Ordinaries ปิดที่ 7,201.10 จุด ลดลง 109.90 จุด หรือ -1.50% ,  ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับ 19,335.66 จุด ลดลง 360.31 จุด หรือ -1.83% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดภาคเช้าที่ระดับ 3,239.88 จุด ลดลง 28.81 จุด หรือ -0.88% และดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าที่ระดับ 27,302.64 จุด ร่วงลง 530.32 จุด หรือ -1.91% หรือแม้แต่ตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,522.23 จุด ลดลง 50.84 จุด (-3.23%) เป็นต้น 

เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือสถาบันการเงินของไทย จำเป็นต้องออกมาแอ็กชั่น สงบความตะหนกของนักลงทุน!!!        

โดยทาง “นายอมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) มองว่า ปัญหาธนาคารเอสวีบีล้มละลายไม่น่าลามจนเกิดวิกฤติการเงินเหมือนในปี 2551 เพราะการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริงอื่นๆ มีน้อยและขนาดของธนาคารที่มีปัญหาไม่ได้ใหญ่จนมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเชื่อว่าเฟดมีความยืดหยุ่นพอที่จะดูแลปัญหา รวมถึงคาดว่าส่งผลกระทบจำกัดต่อตลาดการเงินสหรัฐ 

เช่นเดียวกับ “นายธนภัทร ฉัตรเสถียร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ บอกว่า กรณีที่แบงก์ SVB ถูกสั่งปิดกิจการ ส่งผลกระทบต่อเซนติเมนต์เชิงลบในการลงทุนหุ้น กลุ่มแบงก์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแบงก์ไทย แต่แบงก์ในเอเชียถูกนักลงทุนเทขายออกมาเช่นกัน โดยมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาทางด้านสภาพคล่องและความเชื่อมั่น ของนักลงทุนเป็นหลัก แต่ก็กลายเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นแบงก์ปรับตัวลง จึงมองเป็นโอกาสในการเข้า "ซื้อสะสม" เนื่องจากประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบพื้นฐานธุรกิจ แบงก์ไทย โดยแนะนำหุ้นธนาคาร กรุงเทพ (BBL) และหุ้นบริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) โดยธุรกิจไม่กระทบ เพราะไม่มีการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีความเสี่ยง   ดังนั้นขอแนะนำซื้อสะสมในจังหวะนี้ 

ขณะที่ภาครัฐอย่าง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” โดย “คุณสุวรรณี เจษฎาศักดิ์” ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ระบุว่า ปัญหาของธนาคาร SVB ถูกสั่งปิดกิจการ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวมปรับลดลง และราคาในการประกันความเสี่ยงปรับเพิ่มขึ้นจากความกังวลต่อการลุกลามไปยังธนาคารอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเทคโนโลยี และคริปโตเคอร์เรนซี สำหรับสถานการณ์ในไทย ผลกระทบจากกรณี SVB ต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมีจำกัด เนื่องจากไม่มีธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีธุรกรรมโดยตรงกับ SVB และปริมาณธุรกรรมโดยรวมของกลุ่มธนาคารไทยใน Fintech และ Startup ทั่วโลกมีน้อยกว่า 1 % ของเงินกองทุนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่ถึงอย่างไรธนาคารแห่งประเทศไทย จะติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด  

อีกทั้งประเทศไทยมีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) เป็นกลไกสำคัญที่จะดูแลเงินฝาก หากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ถูกเพิกถอนใบอนุญาตสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะทำหน้าที่จ่ายคืนเงินฝากภายใน 30 วัน โดยกำหนดวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ปัจจุบันจ่ายเงินคืนผ่าน 2 ช่องทาง คือ พร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ผูกกับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือ เช็ค 

ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองทั้ง 32 แห่ง ต้องเป็นผู้ส่งเงินนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อเข้ากองทุนสะสมไว้ปีละ 2 ครั้ง เรียกว่า กองทุนคุ้มครองเงินฝาก โดยไม่ใช่เงินฝากของผู้ฝากเงิน 

เหตุการณ์ “แบงก์เอสวีบี” ของสหรัฐฯ โดนสั่งควบคุมกิจการ แม้จะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว! ผลกระทบมีบ้าง…แต่ไม่มากนัก! ก็สามารถนับเป็นอุทาหรณ์ ที่ควรจะศึกษาอย่างยิ่งของนักลงทุน! จะได้ไม่พลาด ต้องมานั่งเสียใจ!