"สศช." มั่นใจปี 65 ศก.โต 3% ส่งออกฟื้น-นักท่องเที่ยวเพิ่ม! รับเปิดประเทศ

เศรษฐกิจ22 มิ.ย. 2565 • 12:34 น.
"สศช." มั่นใจปี 65 ศก.โต 3% ส่งออกฟื้น-นักท่องเที่ยวเพิ่ม! รับเปิดประเทศ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาสู่โอกาสใหม่ Stronger Thailand ว่า สศช.ได้มีการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่าจะขยายตัวได้ 2.5-3.5% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 3% โดยจากการหารือกับหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆได้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังยังเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 ยังขยายตัวได้ 3% อย่างแน่นอนเนื่องจากการส่งออกยังคงขยายตัว ขณะเดียวกันยังมีภาคการท่องเที่ยวที่ไทยมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มที่คาดว่าปีนี้จะมีมาราว 7-10 ล้านคน

โดยการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนปัจจัยมีปัจจัยบวกในแง่ส่งออกอาหาร แต่ก็มีลบด้วย ภาพรวมส่งออกจังมีโมเมนตัมที่เป็นบวก ขณะเดียวเราเปิดท่องเที่ยวเต็ม การลงทุนยังไปได้ มีปัญหาเดียวคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็มาจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสูงสิ่งเหล่านี้เราควบคุมไม่ได้แต่พยายามลดผลกระทบล่าสุดก็มีมาตรการออกมาดูแลต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2566 สศช.คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ซึ่งถือว่าเป็นการคาดการณ์ที่ต่ำกว่าสำนักเศรษฐกิจอื่นๆที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เฉลี่ย 4.3 – 4.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมาจากการที่ต้องรอภาคการท่องเที่ยวค่อยๆฟื้นตัวเนื่องจากการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับจีดีพีสูงถึง 40%

ทั้งนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนบ้างแล้วและมีอีก 8 มาตรการได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน เช่น กองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงใช้เงินไปแล้ว ด้านของการช่วยเหลือค่าแก๊ส LPG กับภาคครัวเรือน ช่วยเหลืออุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อให้ราคาไม่สูงเกิน หากเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันราคาน้ำมันของไทยยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เช่น สิงคโปร์ น้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 65 บาท เพราะใช้ราคาน้ำมันจริงตามกลไกตลาด เป็นต้น ดังนั้น การที่รัฐออกมาตรการด้านพลังงานออกมา เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบน้อยลง

"ผู้ที่จะเข้ามาดูแลก็คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันภาระที่เกิดขึ้นกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 9 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นเดือนมิถุนายนนี้อาจติดลบถึง 1 แสนล้านบาท จากราคาน้ำมันแพงก็พยายามให้หลายหน่วยงานเข้ามาพูดคุย และบริหารจัดการราคาพลังงานในประเทศให้ดีที่สุด และหลังเดือนกันยายนจะเข้าไปดูต่อไปว่ามีส่วนใดที่จะต่อมาตรการออกไปได้อีก แต่ขอความร่วมมือประชาชนปรับตัวช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยัด"

นายดนุชากล่าวอีกว่า จากปัจจัยที่เกิดขึ้น ภาคธุรกิจของไทยมีเงินให้กู้ยืมเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจมากขึ้น โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องทั้งสินเชื่อภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน และสินเชื่อแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขยายตัวนับตั้งแต่มีการระบาดโควิด ส่วนหนี้สินภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ในภาพรวมยังทรงตัว และยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้ในความรู้สึกยังคิดว่าเศรษฐกิจยังไม่ปรับตัวมากนัก เพราะเศรษฐกิจจะค่อยๆ ขยายตัวในภาพใหญ่มากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ในปี 2566 อาจเกิดปัญหาด้านภูมิศาสตร์ด้านการเมืองมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยต้องยืนอยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยระยะถัดไปเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และช่วยขับเคลื่อนประเทศถัดไป ต้องยืนอยู่ได้ และต้องปรับตัวให้ได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องปรับตัวรอบด้าน สร้างจุดขายใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งทิศทางที่ได้หารือกับคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ในแผน พัฒนาฉบับที่ 13 กำหนด 13 จุดมุ่งหมาย สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน

"เศรษฐกิจไทยในปีนี้และระยะข้างหน้าโลกจะซับซ้อนมากขึ้น มีความเสี่ยงที่อาจคาดการณ์ได้ยากขึ้น แนวโน้มในแง่ของดิจิทัล ดิสรับชั่น สังคมสูงวัย เราก็ยังคงเผชิญอยู่ปกติแต่ในแง่ความเสี่ยงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรองรับ การแบ่งขั้วอำนาจโลกจะมีมากอาจเป็น 2-3 ขั้ว เราต้องวางตำแหน่งของไทยในการประสานกับทุกประเทศได้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับใคร ต้องสมดุลให้ดี ซึ่งรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่"