เปิดเกม Wood Economy ดันไทยฮับนวัตกรรมไม้ก่อสร้างสีเขียวอาเซียน
FKII Thailand และสถาบันทิวา เสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ Wood Economy ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง ถอดรหัส “ซูเฉียนโมเดล” พลิกอุตสาหกรรมไม้สู่เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยเป็นฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ลดคาร์บอน และเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
วันที่ 28 ก.ค.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่องก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัสWood Economy"ซูเฉียนโมเดล“ โดยนำเสนอแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศโดยมีเนื้อหาสาระดังนี้
“รายงานปฏิรูปประเทศ ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว :ถอดรหัสWood Economy"ซูเฉียนโมเดล“
โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)
”…ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy)…“
อุตสาหกรรมไม้ไม่ใช่อุตสาหกรรมตะวันตกดิน (Sunset Industry) แต่เป็นอรุณรุ่งของเศรษฐกิจยุคใหม่ (Sunrise Industry)
นโยบาย Wood Economy จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวัง แต่จะเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy)ทั่วโลก
"อุตสาหกรรมไม้" กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering)
กรณีศึกษาจากความสำเร็จของประเทศจีน โดยเฉพาะ "เมืองซูเฉียน" คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมไม้แปรรูปสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน
1.ถอดรหัสความสำเร็จ "ซูเฉียนโมเดล" (Suqian Model) "เมืองซูเฉียน" (Suqian) ในมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีนในอดีตเคยเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมขึ้นเป็น "เมืองหลวงแห่งแผ่นไม้แปรรูปของจีน" และฮับอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก ด้วยมูลค่าการผลิตทางเศรษฐกิจ (Output Value) สูงถึง 60,000 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 2.8 - 3 แสนล้านบาท) ภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ
1) พื้นที่ป่าเศรษฐกิจและการจัดการต้นน้ำ ซูเฉียนบริหารจัดการพื้นที่ปลูกป่าไม้โตเร็ว (เน้นไม้ป็อปลาร์ - Poplar) ร่วมกับชุมชนกว่า 2 ล้านไร่ ทำให้อัตราการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ (Forest Coverage Rate) สูงกว่า 29% มั่นใจได้ว่ามีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
2) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Value-Added Cluster) เมืองซูเฉียนเป็นที่ตั้งของวิสาหกิจและโรงงานแปรรูปไม้หลายพันกิจการเป็นโรงงานขนาดใหญ่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมกว่า 400 แห่งมีกำลังการผลิตแผ่นไม้วิศวกรรม (Plywood, MDF, Particle Board) รวมกันกว่า 15 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เปลี่ยนจากไม้ท่อนสู่วัสดุก่อสร้างสีเขียวและเฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะส่งออกทั่วโลก
3) ยกระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยวิศวกรรมไม้ขั้นสูง
3.1 LVL (Laminated Veneer Lumber) ไม้โครงสร้างที่เกิดจากการนำไม้แผ่นบาง (Veneer) มาเรียงซ้อนกันในแนวขนานแล้วอัดด้วยกาวความร้อนสูง ให้ความแข็งแรงสม่ำเสมอ สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าไม้จริงตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับทำคาน เสา และโครงสร้างหลักของอาคาร
3.2 ไม้ I-Beam (Wood I-Joists) คานวิศวกรรมที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว I โดยใช้ไม้ LVL เป็นปีกบน-ล่างและใช้แผ่นไม้ OSB หรือไม้อัดเป็นแกนกลาง มีน้ำหนักเบาแต่รับแรงดัดได้มากช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างและลดระยะเวลาการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ
3.3 CLT (Cross-Laminated Timber) ไม้โครงสร้างรับแรงที่อัดประสานสลับแนวขวาง เหมาะสำหรับทำผนังและพื้นอาคารสูง
4) ระบบห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ การบูรณาการระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วเข้ากับอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำให้สินค้าจากชุมชนและโรงงานกระจายสู่ตลาดโลกได้ทันที เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 300,000 คน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย
อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าปลูกอย่างยั่งยืน โดยมีแหล่งวัตถุดิบหลักในการขับเคลื่อนภาคส่วนนี้มาจากไม้ยางพาราที่หมดอายุการกรีดน้ำยาง ร่วมกับไม้โตเร็วรอบตัดฟันสั้น โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสและกระถินเทพา ซึ่งถูกกระจายไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปและพลังงานในหลายรูปแบบ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้ประโยชน์ วัตถุดิบไม้ส่วนใหญ่ถูกป้อนเข้าสู่ อุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ (Wood Composites) เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยปริมาณสูงถึง 12 ถึง 18 ล้านตันต่อปี โดยนำไม้ยางพาราและไม้ยูคาลิปตัสมาแปรรูปเป็นแผ่นไม้ความหนาแน่นปานกลาง (MDF Board) แผ่นชิ้นไม้อัด (Particle Board) และแผ่นใยไม้อัดแข็ง (Hardboard) เพื่อรองรับตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (Pulp & Paper) ก็มีความต้องการเนื้อไม้สดจากยูคาลิปตัสสูงถึง 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษพิมพ์เขียน บรรจุภัณฑ์กระดาษ และ Dissolving Pulp ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ผลักดันให้ อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวล (Biomass & Wood Pellets) กลายมาเป็นผู้ใช้ไม้อีกหนึ่งกลุ่มหลัก ด้วยปริมาณ 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี โดยเน้นการนำเศษไม้เบญจพรรณ ปลายไม้ ปีกไม้ และไม้สับ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและระบบหม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับ การส่งออกชิ้นไม้สับ (Wood Chips) ปริมาณ 8 ถึง 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลักในการส่งไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน
ส่วนที่เหลือของวัตถุดิบไม้ในประเทศจะถูกจัดสรรเข้าสู่ อุตสาหกรรมแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ และการก่อสร้าง ประมาณ 5 ถึง 8 ล้านตันต่อปี โดยมุ่งเน้นการใช้ไม้ยางพาราแปรรูปทำเครื่องเรือนและโครงสร้าง รวมถึงการใช้ไม้ยูคาลิปตัสท่อนเป็นไม้เสาเข็มและไม้ค้ำยันในงานก่อสร้าง ปิดท้ายด้วย อุตสาหกรรมถ่านและเชื้อเพลิงครัวเรือน ซึ่งใช้วัตถุดิบเศษไม้ทั่วไปและไม้ยางพาราราว 2 ถึง 3 ล้านตันต่อปี สำหรับการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) และเชื้อเพลิงแข็ง
โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็น การบริโภคในประเทศ และ มูลค่าการส่งออก ซึ่งสร้างมูลค่ารวมต่อระบบเศรษฐกิจ กว่า 200,000 – 250,000 ล้านบาทต่อปี
"3 เสาหลัก" ขับเคลื่อนนโยบาย Wood Economy เพื่อเปลี่ยนศักยภาพจากฐานทรัพยากรให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อน 3 แนวทางหลัก ดังนี้
1.การปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมการก่อสร้าง
1.1 ปลดล็อคข้อบัญญัติควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง เพื่อรองรับและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมไม้แปรรูปวิศวกรรม เช่น Mass Timber (CLT, LVL และ Glulam) ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง
1.2 การแก้ไขกฎหมายให้ไม้โตเร็วเศรษฐกิจ ไม้ยางพารา และยูคาลิปตัส สามารถใช้เป็น "หลักทรัพย์ค้ำประกัน" เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและเป็นธรรม
2.ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้แปรรูปมูลค่าสูง (Deep Tech)
2.1 สนันสนุนสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยมาเป็นแกนหลักในการวิจัย พัฒนา และทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไม้โครงสร้างวิศวกรรม (เช่น การทดสอบแรงบิด แรงกด และการทนไฟของไม้ LVL และ I-Beam)เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลรวมทั้งการร่วมมือกับต่างประเทศ
2.2 กำหนดมาตรการจูงใจและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตแผ่นไม้โครงสร้างวิศวกรรมชั้นสูง และวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบดิบ
3.บูรณาการกลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Ecosystem)
3.1 สร้างและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าเศรษฐกิจได้ง่าย
3.2 เปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สีเขียวสามารถแปลงมูลค่าการกักเก็บคาร์บอน (เนื่องจากเนื้อไม้ทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตรที่นำมาสร้างตึก จะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยถึง 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2e)) ให้กลายเป็นรายได้เสริมหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการก่อสร้างของไทยที่ปัจจุบันสูงถึง 25-30%
3 มิติWood Economyของไทย
หากยุทธศาสตร์ Wood Economy นี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ
1.มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Green Dimension)เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจทดแทนได้มากกว่า 10 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มศักยภาพการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ของไทย
2.มิติด้านเศรษฐกิจ (Economic Dimension) มูลค่าอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดและปักหมุดให้ประเทศไทยเป็น "ฮับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสีเขียวแห่งภูมิภาคอาเซียน"
3.มิติด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ (Social Dimension)
ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยมากกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน ให้มีรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงจากการปลูกไม้เศรษฐกิจและการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินเกษตรกรรมแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน
สะพานแห่งโอกาสความร่วมมือใหม่
การเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดยอดีตรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.พร้อมด้วยผู้แทนจากภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยได้หารือกับคณะผู้บริหารเมืองซูเฉียนโดยบรรลุความตกลงในการสร้างสะพานความร่วมมือระหว่างเมืองอุตสาหกรรมไม้“ซูเฉียน”ในมณฑลเจียงซูกับฝ่ายไทยเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ของไทยด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ”