“ไปรษณีย์ไทย” แต่งตัวใหม่พร้อมรบธุรกิจขนส่ง ยกระดับบริการปชช.-ขยายเน็ตเวิร์กสู่ฮับ “CLMV”
เป็นการยกระดับการให้บริการของธุรกิจการให้บริการรับขนส่งสินค้า ภายใต้การเติบโตของธุรกิจการสั่งซื้อสินค้าผ่านตลาดอีคอมเมิร์ซที่โตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี 2565-2567 ธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิต การค้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ นอกจากนี้ธุรกิจยังได้อานิสงส์จากการค้าชายแดนและผ่านแดนที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” สัมภาษณ์พิเศษ “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท บอกว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซโตทะลุ 100% เฉลี่ยทุกปี ตัวเลขในปี 2565 คาดว่ามีมูลค่าสูงเกิน 4.2 ล้านล้านบาท ทำให้ตลาดขนส่งโลจิสติกส์ “เติบโต” มีจำนวนพัสดุที่ส่งวันละเกือบ 7 ล้านชิ้น ในจำนวนนี้เป็นของ "ไปรษณีย์ไทย" มากกว่า 4 ล้านชิ้น
สำหรับรายได้ไปรษณีย์ไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนกลุ่มบริการขนส่ง และโลจิสติกส์ 47.62 % กลุ่มไปรษณียภัณฑ์ 31.26% กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 15.94% กลุ่มธุรกิจการเงิน 1.78% กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 2.78% และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ 0.66%
“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กล่าวว่า เพื่อเป็นการยกระดับการขนส่งและโจจิสติกส์ในปี 2566 ให้สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทุกระดับ รวมถึงทั่วโลกได้มากขึ้นไปรษณีย์ไทย ได้ปรับบทบาทองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร และขยับสู่การเป็นศูนย์กลางผู้ให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) ที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 300 ล้านคน โดยล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือด้านขนส่งกับรัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ลาว (Entreprise des Postes Lao :ปนล) โดยเฉพาะในเส้นทางขนส่ง เร่งหารือถึงความเป็นไปได้ในการขนส่งทางราง ภาคพื้นเส้นทางลาว-คุนหมิง รองรับการขนส่งข้ามแดนที่รวดเร็ว เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค จากไทยผ่านลาวไปถึงจีน และต้นทางจีนผ่านลาวมายังไทย ซึ่งขณะนี้ ปณท ได้เปิดหารือแบบพหุภาคีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากไทย สปป.ลาว เวียดนาม และจีน หากในอนาคตสามารถใช้การขนส่งทางรถไฟได้ จะทำให้การขนส่งทั้ง 3 ประเทศมีความสะดวกขึ้น รวมถึงเดินหน้าบริการขายสินค้า อีคอมเมิร์ซ นำสินค้าท้องถิ่นของ สปป.ลาว มาจำหน่ายบนเว็บ thailandpostmart.com ซึ่งอยู่ระหว่างคัดเลือกสินค้า เช่น งานคราฟท์ กาแฟ สินค้าหัตถกรรมจากไม้ ผ้าทอมือ ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 15,000 รายการ มีร้านค้าราว 7,000 แห่ง มีรายได้ 500 ล้านบาทต่อปี
“สปป.ลาว ถือเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มประเทศ CLMVที่มีความน่าสนใจ หากเปิดเส้นทางขนส่งได้ในอนาคตแล้ว จะช่วยกระตุ้นให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศมีความคึกคัก โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งสินค้าจากไทยผ่านลาวไปจีน และจากจีนผ่านลาวมาไทย โดยในช่วงแรกจะนำร่องนำสินค้าท้องถิ่นของลาว มาจำหน่าย บนเว็บไซต์ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกสินค้า เช่น งานคราฟท์ กาแฟ สินค้าหัตถกรรมจากไม้ ผ้าทอมือ ฯลฯ โดยจะเน้นกลุ่มสินค้าที่มีเรื่องราวหรือความน่าสนใจทั้งในเชิงการผลิต แหล่งที่มา อัตลักษณ์ของสินค้า”
นอกจากนี้ ยังมีบริการการเงิน ทั้ง 2 หน่วยงานได้เตรียมพัฒนาบริการการเงินแบบใหม่ รองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น การจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันหรือ e-Wallet และบริการจ่ายเงินปลายทาง (COD) ระหว่างประเทศ สะดวกต่อการค้าขายกับผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ซื้อ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้เร็วขึ้นกับทั้ง 2 ประเทศ
ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนไปรษณีย์ไทยปี 2566 “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” เล่าว่า ปี 2566 จะปรับบทบาทองค์กรผ่านการเป็น “ผู้ให้บริการไปรษณีย์และโลจิสติกส์ครบวงจร ยั่งยืนตามมาตรฐานสากลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” ผ่านโซลูชั่นใหญ่ ได้แก่ โซลูชั่น Global Cross Border Service ด้วยบริการขนส่ง และโลจิสติกส์ครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจไทยไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีบริการรองรับทั้งคลังสินค้า Fulfillment ระหว่างประเทศบนพื้นที่เขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาโครงการคลังสินค้าบริการระหว่างประเทศ (Bonded Warehouse)
อีกทั้งยังมุ่งพลิกโฉมภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยี ผ่านการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญคือ โครงการ Digital Post ID เปลี่ยนระบบการระบุตำแหน่งที่อยู่บนกล่องซองจากแบบเดิมให้เป็นที่อยู่ดิจิทัล ในรูปแบบ QR Code โดยทุกภาคส่วนจะได้รับการรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย อีกทั้งมุ่งเป็นขนส่งรายแรกที่จะ นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงานไปรษณีย์ และระบบนำจ่าย จำนวนกว่า 600 คัน ทดแทนรถเดิมที่หมดอายุใช้งานในปี 2566 สอดรับกับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมโลก
นอกจากนี้ตั้งเป้าปั้นองค์กรด้วยการนำโซลูชั่นการขนส่งด้วย “ดาต้า” ใน 2 ปีข้างหน้า ผ่านการนำข้อมูลที่ไหลเวียนทั้งหมดในองค์กร มาใช้เสริมศักยภาพบริการ เช่น พัฒนาระบบจัดการด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (Prompt Post) บริการประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamp) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) พัฒนาระบบซีอาร์เอ็ม และบิ๊กดาต้า เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้าในทุกมิติและนำมาวิเคราะห์ จัดกลุ่ม นำเสนอสินค้า ขยาย “ทีมขาย ทีมขน และทีมแคร์” ดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เรื่องใช้ระบบขนส่งที่เหมาะสม ราคา การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงทำการตลาดบนแพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทย
"ความมุ่งสร้างความพึงพอใจในระดับสูงสุดด้วยมาตรการ Zero Complain ลดข้อร้องเรียนต่างๆ เช่น พัสดุสูญหาย คอมเม้นท์บนโซเชียลมีเดียให้เป็นศูนย์ เพิ่มศักยภาพในส่วนที่ได้เปรียบให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม การนำจ่ายที่มีความรวดเร็ว แม่นยำด้วยระบบ Cross Navigate Networking ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนไปรษณีย์ไทยจะดูแลพัสดุทุกชิ้นให้เดินทางไปถึงปลายทางด้วยความปลอดภัย"
อีกไม่นานจะเห็นภาพ “ไปรษณีย์ไทย” รูปแบบใหม่ การนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนยกระดับบริการ ตอบโจทย์บริการปชช.-ติดอาวุธแข่งขันคู่แข่งธุรกิจ