“ตั้งเค้าวิกฤติศก.” โหมสะพัดลองของรบ.ใหม่ “หอการค้า” ส่ง “สมุดปกขาว” ใช้แนวทางขับเคลื่อน

เศรษฐกิจ7 มิ.ย. 2562 • 22:00 น.
“ตั้งเค้าวิกฤติศก.” โหมสะพัดลองของรบ.ใหม่ “หอการค้า” ส่ง “สมุดปกขาว” ใช้แนวทางขับเคลื่อน
จับตาการฟอร์มคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ดูจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เพราะว่ากว่าจะตกลงปลงใจแต่งงานกันได้ก็ปาไปจนถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนที่จะโหวดเลือก “นายกรัฐมนตรี” แบบทุลักทุเล โดยหลังจากนี้ก็จะเห็นการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร จะชื่นมื่นเหมือนตอนที่เจ้าบ่าว ไปสู่ขอเจ้าสาวหรือไม่!?! เพราะการขับเคลื่อนประเทศ ณ ตอนนี้ ไม่สามารถที่จะรออะไรได้อีก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด กับความไม่เชื่อมั่นของนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยทาง “หอการค้าไทย” ตัดสินใจรวบรวมข้อเสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอกชนจัดทำเป็น “สมุดปกขาว” เสนอรัฐบาลใหม่ ซึ่ง “กลินท์สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่คาดว่าจะสามารถจัดตั้งได้ในเร็วๆนี้ ในส่วนของหอการค้าไทย จะร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยรวบรวมข้อเสนอและแนวทางเร่งด่วนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อจากนี้เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ทันทีหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ “วิสัยทัศน์ของทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนการท่องเที่ยว และการส่งออก ขณะเดียวกันจะต้องเร่งผลักดันกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้สามารถแข่งขันได้โดยเฉพาะการเจรจา FTA และ CPTPP รวมถึงผลักดันการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้งอีอีซีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน และรถไฟทางคู่ อย่างไรก็ตามจะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งก่อนรวบรวมบรรจุในสมุดปกขาวเสนอรัฐบาล” “วิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า สำหรับภาคเหนือ ได้แก่ การแก้ไขในเรื่องของสภาพอากาศ ที่กระทบตบต่อสุขภาพของประชาชนและภาคการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล 2. พัฒนาเร่งรัดการก่อสร้างสนามบินนานาชาติเชียงใหม่แห่งที่ 2 ให้เร็วขึ้น 3.การขยายช่องจราจรหมายเลข 106 ซึ่งเชื่อมกับถนนของหอการค้าภาคเหนือตอนบน ซึ่งเชื่อมไปถึง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และขยายศักยภาพสนามบินของเมืองรองที่ปัจจุบันยังมีปัญหาในเรื่องของข้อจำกัด ด้านความยาวของรันเวย์ และอาคารสนามบิน เพื่อรองรับเครื่องบินโลว์คอสต์ได้ “สวาท ธีระรัตนุกูลชัย” รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางราง ทางถนน และทางอากาศ เพื่อเชื่อมกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับอีอีซี และประเทศเพื่อนบ้าน และอยากให้ภาครัฐควรช่วยเหลือในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในการพัฒนาการผลิต รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเข้าแหล่งข้อมูลที่เป็นจริง และน่าเชื่อถือได้ และเข้ามาช่วยเหลือในการแก้กฎหมาย ระเบียบ ลดขั้นตอน ที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อยกระดับด่านการค้าชายแดน “ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ อาทิ เสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการโดยภาครัฐและเอกชนต้องบูรณาการร่วมกัน จัดทำมาตรการใหม่ที่เพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับประชาชนฐานรากในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานความเป็นจริง ควรหาวิธีเพิ่มนอกเหนือจากบัตรคนจน และส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเจาะตลาดผู้ที่มีอำนาจการซื้อมาก โดยเฉพาะสหรัฐ การปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการค้าการลงทุนที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “ปรัชญา สมะลาภา” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวว่า เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ การพัฒนาบุคคลากรในการนำดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ ส่วนในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยและภาษีที่ดินให้กับประกอบอย่างเสมอภาคทั้งรายเล็กและรายใหญ่ กระจายรายได้โดยการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดมากขึ้น ควรเพิ่มการประกันราคาสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคง ส่วนการช่วยเหลือด้านรายได้ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างครบวงจรเพื่อกระจายได้รายไปสู่ชุมชน และส่งเสริมบริษัทขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนในการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการขนาดเล็กเพื่อให้มีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ “วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า ภาคใต้มีศักยภาพในการเชื่อมต่อการค้าเพราะมีชายฝั่งทะเลเชื่อมสองฝั่ง และชายฝั่งทะเลยาวกว่า 1,600 กิโลเมตร เรื่องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการ คือ อยากให้มีการอนุมัติงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้กับพื้นที่ภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณแม้ว่าจะเสนอกับทางรัฐบาลมาตลอดส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขันพื้นที่ภาคใต้ โดยต้องเร่งพัฒนารถไฟฟ้าชุมพร-ระนอง มีการเร่งรัดการก่อสร้างสนามบินภูเก็ต 2 ในจังหวัดพังงา รองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ขณะนี้ที่มีความคืบหน้าที่ดินไปแล้วส่วนหนึ่ง เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟสายใหม่ เพื่อการท่องเที่ยวเส้นทาง สุราษฎร์ธานี- พังงา- ภูเก็ต ด้านการค้าชายแดน ควรแก้ไขกฎหมายรถบรรทุกทะเบียนไทยเข้ามาเลเซียได้ เพราะปัจจุบันไทยเปิดให้รถจากมาเลเซียเข้ามาได้ นอกจากนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ต้องส่งเสริมการค้าและท่องเที่ยวชุมชน อาทิ ไทยแลนด์ริเวียร่า 3 ภาค 12 จังหวัด จัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรชายแดนสุไหงโก-ลก ปลดล็อคแก้ไขกฎหมายการขออนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปปาล์มขนาดเล็กได้ สนับสนุนการค้า B100 อย่างถูกต้องและสามารถทำได้ทุกคน “ศุภชัย เจียรวนนท์” ที่ปรึกษาหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในเรื่อง Digital Transformation กับการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค นั้น ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงแรงและเร็วขึ้น เป็นยุค 4.0 คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานกับการสื่อสาร ระบบคอมพิวเตอร์ ที่เก็บข้อมูลได้จำนวนมาก พัฒนาจนสามารถคำนวณคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าได้ จะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจแย่ง ที่จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา กลายเป็นสงครามไซเบอร์ เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำด้านข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี และเชื่อว่าจีนจะตอบโต้สหรัฐฯทางไซเบอร์ด้วย โดยหวังว่าหลังจากนี้การทำสงครามด้านเทคโนโลยีจะไม่นำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องมีความพร้อมทางด้านบุคลากร มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน สามารถพัฒนาองค์ความรู้ พื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ถูกต้อง โดยเฉพาภาคเกษตรที่มีประชากรคิดเป็น 40% ของประชากรทั้งหมดของประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ต่อยอดไปยังยุค 5.0 นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีการคาดการณ์กันว่าใน ปี 2030 เทคโนโลยี AI จะกระทบต่อแรงงานไทยมากถึง 30% ซึ่งสอดคล้องกับ สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ที่ประชุม เวิล์ดอีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่ได้ประเมินศักยภาพดิจิทัลของประเทศในโลก อันดับ 1 คือ สหรัฐฯ รองลงมาคือสิงคโปร์ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 39 ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจประเทศที่มีมูลค่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ไทยต้องพัฒนาบุคลากรทางด้านไอที ขณะที่ภาครัฐบาลได้รับเรื่องข้อแนะนำที่ทาง “หอการค้าไทย” จัดทำสมุดปกขาว ส่งให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้เป็นแนวทางในการเดินหน้าประเทศ โดย “พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “นายกฯ” รับเสนอเรื่อง และจะให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใคร จะต้องรับฟัง และร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะข้อเสนอในการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว รวมทั้งต่อยอดโครงการใหญ่ ๆ ที่ดำเนินการมาแล้ว เช่น การพัฒนาพื้นที่ EEC โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนารถไฟทางคู่ เป็นต้น ขณะที่มีรายงานข่าวจาก “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” (สศช.) แจ้งว่า “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สศช. ตั้งทีมไปหารือร่วมกับภาคเอกชน เช่น ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย พิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนการลงทุน ให้สอดรับกับกรณีของสถาบันการจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดอันดับขีดความสามารถประเทศไทยให้ดีขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของภาคธุรกิจยังลดลง