“ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์”รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ เพิ่มขึ้น 15%

เศรษฐกิจ21 ต.ค. 2562 • 12:04 น.
 “ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์”รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ เพิ่มขึ้น 15%
“ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์”ครบรอบ 30 ปี รุกขยายลงทุนซีแอลเอ็มวี เจาะกลุ่มโครงการใหญ่ พร้อมลุยเพิ่มสัดส่วนช่องทางขายร้านค้า หวังเป้ารายได้สิ้นปีโต 15% นายพิศิษฐ์ บุญจรรยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์ จำกัด ซี่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ. ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และบริษัท ชูโกกุ มารีน เพ้นท์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น โดยปีนี้ดำเนินธุรกิจครบรอบ 30 ปี มีสินค้าที่จัดจำหน่าย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสีอุตสาหกรรมหนัก, สีทาเรือ, สีทาตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก จะเป็นกลุ่มโครงการใหญ่ของภาครัฐ และเอกชน (เมกกะโปรเจ็ก) ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับความไว้วางใจจากโครงการชั้นนำต่างในการในเลือกในเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ   เฟส 1 และ2, กลุ่มบริษัทปตท.,กลุ่มโรงงานผู้ผลิตไฟฟ้า,  รถไฟฟ้ามหานครทุกสาย (MRT), รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS), สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา, สะพานพระราม 8, สะพานพระราม 9,  สะพานภูมิพล 1 และ 2, กลุ่มบริษัทเอสซีจี โรงงานอุสากรรมต่างๆ รวมทั้งเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ และเรือประมงทั่วไป   ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้จะเน้นการขยายตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะ กลุ่มซีแอลเอ็มวี ล่าสุดบริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตสี และคลังจัดเก็บสินค้าในพื้นที่ขนาด 12 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมติลาวา (Thilawa Industrial Estate) ภายใต้ชื่อ บริษัท ชูโกกุ –ทีโอเอ เพ้นท์ (เมียนมาร์) จำกัด หรือ (CHUGOKU-TOA PAINTS (MYANMAR), LTD)  ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง บริษัท ทีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์ จำกัด ประเทศไทย กับบริษัท ชูโกกุ มารีน เพ้นท์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยโครงการก่อสร้างเฟส A นี้อยู่ใกล้นคร   ย่างกุ้ง คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.ปี 2563 และจะผลิตในเดือน ก.ค. 2563 ด้วยกำลังผลิตอยู่ที่ 300 ตันต่อเดือน และวางเป้าภายใน5 ปีจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 500 ตันต่อเดือน นอกจากประเทศเมียนมาร์ที่ร่วมทุนกับพันธมิตร สร้างโรงงานแล้ว ยังมีอีก 4 ประเทศ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโรงงานในอนาคต อีก 3 ประเทศ คือ กัมพูชา, บังคลาเทศ และลาว โดยที่ประเทศลาวและกัมพูชามีการส่งออกสีไปขายแล้ว แต่ยังมียอดขายไม่สูง 2 แห่งรวมกันอยู่ที่ 50 ล้านบาทต่อปี ขณะที่บังคลาเทศจะใช้ฐานการผลิตจากเมียนมาร์ส่งออกไปขายก่อน “การลงทุนทำโรงงานในต่างประเทศ บริษัทจะพิจารณาก่อนว่าหลังจากที่ได้ส่งออกสีไปขายในต่างประเทศดังกล่าวแล้วมียอดขายเกิน 100 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ หากเกิน100ล้านบาท บริษัทจะพิจารณาหรือหาพันธมิตรประเทศนั้นๆเพื่อก่อสร้างโรงงานต่อไป” ส่วนแผนการขยายตลาดในประเทศจะเน้นขยายตลาดช่องทางร้านค้ามากขึ้น จากปัจจุบันการจัดจำหน่ายจะเน้นช่องทางขายตรง สัดส่วน 75% และช่องทางร้านค้า 25% สิ้นปีหวังจะเพิ่มสัดส่วนช่องทางร้านค้าเป็น 30% และภายใน 3 ปี หวังสัดส่วนเพิ่ม 40% และสัดส่วนขายตรงจะอยู่ที่60% ด้านแผนกลยุทธ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าและเน้นการพัฒนาเพิ่มเติมในผลิตภัณฑ์และองค์กรเพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาทิ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Product โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ Low VOCs และพัฒนานวัตกรรม BIO CLEAN (สีกันเพรียง) เนื้อสีเป็นซิลิโคน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษ สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่าสีกันเพรียงปกติ ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านนี้ด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์บวกกับความเชี่ยวชาญพิเศษของบริษัทฯ จะทำให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นมิตรและปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ตลอดไป สำหรับมูลค่าตลาดสีอุตสาหกรรมหนักและสีทาเรือปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทีโอเอ-ชูโกกุเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่ง 50% หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกทีโอเอ-ชูโกกุ มีรายได้เติบโต 20% มีรายได้รวมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์   คิดเป็นมูลค่า 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนของการจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์สีอุตสาหกรรมหนัก (Heavy Duty Coating Products)  มูลค่า 910 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% และกลุ่มผลิตภัณฑ์สีทาเรือ  สีทาตู้คอนเทนเนอร์อีกมูลค่า 390 ล้านบาท หรือสัดส่วน 30% ทั้งนี้การเติบโตครึ่งปีแรกดังกล่าวถือว่าสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากสามารถขายสีให้กับโครงการใหญ่ๆได้เกือบทั้งหมด ด้านเป้าหมายรายได้ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15% หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท