“บสอ.”โชว์ผลงานเคลียร์หนี้ 1 ปี 2 เดือนพุ่ง 3.5 พันล้านสร้างกำไร 1.2 พันล้าน เดินแผนเพิ่มศักยภาพแข่งขัน

เศรษฐกิจ25 ส.ค. 2562 • 09:47 น.
“บสอ.”โชว์ผลงานเคลียร์หนี้ 1 ปี 2 เดือนพุ่ง 3.5 พันล้านสร้างกำไร 1.2 พันล้าน เดินแผนเพิ่มศักยภาพแข่งขัน
“บสอ”โชว์ตัวเลขสะสางหนี้ด้อยคุณภาพของลูกค้าธนาคารอิสลามฯที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมได้ถึง 3,500 ล้านบาท กวาดกำไรกว่า 1,200 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน เดินหน้าศึกษาอุปสรรคมุ่งแก้ปัญหาหนี้เสียของประเทศทั้งระบบ พร้อมผลักดันภาครัฐจัดตั้ง “บริษัท บริหารสินทรัพย์แห่งชาติ” สะสางหนี้เสียของภาครัฐ เพิ่มมูลค่าหนี้ ยกระดับเศรษฐกิจชาติ นายธงรบ ด่านอำไพ ผู้จัดการบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด(บสอ.)หรือ IAM บริษัทบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจหนึ่งเดียวของประเทศเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนพ.ค.61 ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท และถือเป็นการดำเนินงานอย่างเป็นทางการของ IAM ถึงเดือนมิ.ย.62 ตลอดระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน บริษัทสามารถเรียกเก็บหนี้จากลูกค้าที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้ทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท ทำกำไรทั้งจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิได้มากกว่า 1,200 ล้านบาท โดยผลงานในครึ่งปีแรกของปี 62 (ม.ค.-มิ.ย.62) บริษัทสามารถเรียกเก็บหนี้ได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท มีกำไรจากผลการดำเนินงาน 591 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 490 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแนวทางในการบริหารจัดการลูกหนี้ มุ่งเน้นการเจรจาลูกหนี้รายใหญ่ที่มีจำนวนประมาณ 170 ราย คิดเป็น 87% ของมูลค่ารวมหนี้สินทั้งหมดที่บริษัทถูกมอบหมายให้การดำเนินการ คิดเป็น 40,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทจะให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้เพื่อหาข้อยุติร่วมกันในการพลิกฟื้นธุรกิจ ในลักษณะการปรับโครงสร้างหนี้และเรียกเก็บหนี้เพื่อปิดบัญชีลูกหนี้ด้วยการจำหน่ายทรัพย์สินหลักประกันหรือการหาผู้ร่วมลงทุนใหม่ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดี บังคับคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว สำหรับลูกหนี้รายย่อย มี 28,000 ราย มูลค่าหนี้สิน 6,000 ล้านบาทได้ใช้แนวทางในการบริหารประสิทธิภาพการติดตามรับชำระหนี้จากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญภายนอก (Outsource) กับลูกหนี้รายย่อยบางกลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งรัดการติดตามทวงถามให้ได้ผลรวดเร็ว นอกจากนี้บริษัทยังได้วางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุภารกิจและสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตในการนำองค์กรก้าวสู่องค์กรแห่ง Digitalization ที่มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความพร้อมควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานอย่างมีธรรมาภิบาล “ในแผนดังกล่าว บริษัทมีแนวทางในการขออนุมัติกระทรวงการคลัง เพื่อขอรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินภาครัฐทั้งหมด(SFI)มาบริหารจัดการ โดยไม่จำกัดเฉพาะธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจาก IAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพียงหนึ่งเดียวที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% และมีระบบบริหารสินทรัพย์ที่ทันสมัย มีบุคลากรที่มีศักยภาพ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบริษัทสามารถทำกำไรในปีแรกและปีที่สองติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการผลักดันให้รัฐจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์แห่งชาติ เพื่อบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของหน่วยงานภาครัฐที่ปัจจุบันมีจำนวนมากให้กลับมาเป็นกลไกในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ” อย่างไรก็ตาม IAM ยังมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) โดยการใช้การจัดการความรู้ที่มีอยู่ในตัวพนักงานทุกระดับทำให้องค์กรมีกระบวนการเรียนรู้และบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการทำงานไปสู่ระดับมาตรฐานสากล มีการค้นหา สร้าง รวบรวม กลั่นกรอง จัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรที่ต้องการใช้ เข้าถึงความรู้นั้นได้ตลอดเวลา และพัฒนาความรู้นั้นๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทมีโครงการในการศึกษา ประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินงานบริษัท รวมทั้งศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดต่างๆ อันจะนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งระบบของประเทศไทยตามแนวนโยบายของ รมว.คลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาพร้อมเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ตลอดจนการศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งระบบของประเทศและเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งระบบของประเทศต่อไป