ม.หอการค้าฯชี้เรื่องด่วนรบ.ใหม่ต้องทำ
ม.หอการค้าไทยเผยผลโพลเลือกตั้ง 66 ชี้ 3 เรื่องเร่งด่วนต้องทำ ลดค่าครองชีพ-เพิ่มสวัสดิการ-เพิ่มค่าแรงด้าน กกร. เสนอ 6 เรื่องชงพรรคการเมืองเร่งแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.66 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในงานสัมมนา โค้งสุดท้าย เลือกตั้ง 66 ดีเบต...นโยบายเศรษฐกิจ กับ 9 พรรคการ เมือง โดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.เรื่องความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ของพรรคการเมือง พบว่า นโยบายที่พรรคการเมืองและต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลคือเรื่องค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำประปา ค่ารถไฟฟ้า และค่าก๊าซหุงต้ม
ทั้งนี้ ในการทำผลโพล ประกอบด้วย 4 Generation ดังนี้ 1.Baby Boomers 2.Generation X 3. Generation Y 4. Generation Z โดยนโยบายที่ดำเนินการสำรวจ ประกอบด้วย 8 นโยบาย โดยนโยบายที่ 1 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจากการสำรวจ พบว่า นโยบายแรกที่ประชาชนให้ความสำคัญคือ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เช่น เพิ่มเป็น 450-600 บาทต่อวัน รองลงมา ขึ้นอัตราเงินเดือน เช่น วุฒิปริญญาตรีเพิ่มเป็น 25,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ เช่น 1,000-5,000 บาทต่อเดือน ตามลำดับ นโยบายที่ 2 นโยบายแรงงาน/การจ้างงาน อันดับแรกคือ สร้างตำแหน่งงานใหม่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ นโยบายที่ 3 ลดค่าครองชีพ อันดับแรก ลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน และลดราคาแก๊สหุงต้ม ตามลำดับ
นโยบายที่ 4 นโยบายแก้ปัญหาหนี้สิน อันดับแรกคือ พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท นโยบายที่ 5 นโยบายสวัสดิการ อันดับแรกคือ ตรวจสุขภาพฟรี นโยบายที่ 6 นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ อันดับแรกคือจัดสรรเงินสนับสนุนการปรับปรุง/พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว นโยบายที่ 7 นโยบายเกษตร อันดับแรกที่ประชาชนให้ความสำคัญคือ สร้างเกษตรรุ่นใหม่ และนโยบายที่ 8 นโยบายช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี อันดับแรกคือ SME เข้าถึงทุน
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เร็วๆนี้กกร.เตรียมทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งระยะเร่งด่วน 3 ปี และระยะยาว เนื่องจากมีความกังวลความเสี่ยงภัยแล้งซึ่งจะกระทบต่อปริมาณน้ำในภาคตะวันออกที่อาจลดลงกระทบต่อผู้ผลิตทั่วไปและภาคการเกษตรหากเตรียมรับมือไม่ทันจะเป็นการซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการและราคาสินค้าเกษตรและอาหารปรับขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กกร.ยังได้เตรียมทำหนังสือเพื่อส่งมอบให้กับพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงเตรียมเสนอให้กับรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการของภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ โดยมี 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ด้าน Competitiveness เช่น การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้โตแบบยั่งยืน การแก้ไขปัญหาค่าพลังงาน โดยเฉพาะไฟฟ้าที่กระทบขีดแข่งขันของประเทศฯลฯ 2. ด้าน Ease of Doing Business เช่น ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3. ด้าน Digital Transformation เช่น ส่งเสริมการเป็น Technology hub ของประเทศไทย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีซึ่งจะมีโอกาสสูงที่จะดึงเอาเม็ดเงินและทุนระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย 4. ด้าน Human Development เช่น การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการสนับสนุนระบบการจ่ายค่าจ้างแรงงานตามทักษะฝีมือ (Pay by Skill) ฯลฯ 5. ด้าน SME เช่น สนับสนุนให้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่ม SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกและรวดเร็วฯลฯ 6. ด้าน Sustainability เช่น ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ยกระดับมาตรการทั้งก่อน ขณะ และหลังเป็นหนี้ เน้นการมีวินัยด้านเครดิต และการเสริมความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy)