พิษโควิด “เวิลด์แบงก์”ชี้จีดีพีไทยปีนี้หดตัว-8.3% ใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 2 ปีถึงเหมือนเดิม
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทยเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากในช่วงไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ปีนี้ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้จากผลของมาตรการล็อกดาวน์ รวมถึงผลกระทบด้านการส่งออกจากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศด้วยเช่นกัน ขณะที่มีความล่าช้าในเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 63
โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 63 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดทำให้หดตัว -8.3% อัตราเงินเฟ้อ -0.9% แต่หากเป็นกรณีที่แย่สุดคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว -10.4% จากนั้นในปี 64 เศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 4.9% อัตราเงินเฟ้อ 1% แต่หากเป็นกรณีที่แย่สุดคาดว่าเศรษฐกิจไทยก็จะยังขยายตัวได้ 3.5%
“การฟื้นตัวต้องใช้เวลานาน คาดว่าจะมากกว่า 2 ปีกว่าจะกลับไปสู่ฐานเดิมก่อนเกิดโควิด เพราะไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรงในไตรมาส 2 และกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศช่วงไตรมาส 2 และ 3 โดยภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นอย่างสูง”
ขณะเดียวกันในปีนี้ประเทศไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นเข้ามาเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.ความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น การชุมนุมประท้วงของกลุ่มนักศึกษา ปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล 2.ปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งกรณีของน้ำท่วม และภัยแล้ง 3.การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะกลับมาอีกในระลอกสอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสหดตัวได้มากถึง -10.4% ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายสุด ซึ่งกว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี
นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยกล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าการจะมองว่าเหมาะสมหรือไม่นั้นคงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องพิจารณาว่าอะไรคือความสมดุลระหว่างมาตรการดูแลด้านสาธารณสุขให้ประชาชนกับการดูแลเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และในระยะยาวประชาชนจะสามารถอยู่กับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อีกนานแค่ไหน
ทั้งนี้บางประเทศอนุญาตให้มีการเดินทางได้แล้ว แต่พบการติดเชื้อในประเทศค่อนข้างมาก ขณะที่ไทยการติดเชื้อในประเทศค่อนข้างต่ำ แต่มีการจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องหาจุดที่สมดุล และต้องดูว่าในระยะยาวจะสามารถอยู่กับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไปได้อีกแค่ไหน รัฐบาลอาจต้องผ่อนผันเพื่อดูแลเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันที่ทำให้มีการติดเชื้อในประเทศต่ำ อาจจะถูกต้องก็ได้ เรื่องนี้ต้องดูอนาคตด้วย แต่เราคงไม่เห็นการกลับมาได้ปกติ 100% เพราะเป็นไปไม่ได้
สำหรับมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้นมองว่า เม็ดเงินสำหรับใช้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่การเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริงนั้นควรจะทำได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการเข้าถึงภาคครัวเรือน ส่วนมาตรการคนละครึ่งที่ให้เงินแก่ประชาชน 3,000 บาทได้ใช้ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยนั้น มองว่าอาจจะยังไม่ตรงเป้าหมายเท่าที่ควร ซึ่งรัฐบาลควรต้องมีมาตรการอื่นๆมาสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย