บทเรียนราคาแพง “ค่าน้ำ-ค่าไฟ” กระฉูด! คิดแก้ปัญหาลูบหน้าปะจมูกระวังพัง!

เศรษฐกิจ28 เม.ย. 2566 • 23:00 น.
บทเรียนราคาแพง “ค่าน้ำ-ค่าไฟ” กระฉูด! คิดแก้ปัญหาลูบหน้าปะจมูกระวังพัง!

ปัญหาที่คนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวย หรือ หาเช้ากินค่ำ ประสบในเวลานี้ ในเรื่อง “ค่าไฟแพง” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 1 – 2 เดือนที่ผ่านมา และยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีก จนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาช่วยแก้ปัญหาทุกข์หนัก ให้เบาบางลง

เพราะจากการที่ “ค่าไฟ” ปรับขึ้น “ค่าน้ำประปา” เตรียมที่จะปรับราคาใหม่ด้วยเช่นกัน สอดรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หลังไม่ได้ขึ้นค่าน้ำประปามา 23 ปี

ทั้งนี้ “นายมานิต ปานเอม” ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กปน.ได้รับผลกระทบจากต้นทุนหลักการผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาก ประกอบด้วย 1. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รัฐบาลเรียกเก็บที่ราชพัสดุ กปน. ต้องเสีย 150 ล้านต่อปี จากเดิมไม่ต้องเสีย 2. ค่าน้ำดิบจ่ายให้กับกรมชลประทานวันละ 3 ล้านบาท 3. ค่าไฟเพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน จากค่าเอฟทีของรอบเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ปรับขึ้นกว่า 90 สตางค์ และ 4. ค่าธรรมเนียมการวางท่อเป็น 100 ล้านบาทต่อปี

“ปัจจุบันกำลังพิจารณาอัตราค่าน้ำให้สอดรับต้นทุนเพิ่มขึ้น หลังไม่ได้ขึ้นค่าน้ำมา 23 ปี เพื่อบริหารสภาพคล่องด้านการเงิน เพราะใช้เงินลงทุนไป 42,000 ล้านบาท เพื่อขยายการผลิตในโครงการ 9”

ขณะที่ “นายมงคล วัลยะเสวี” รองผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า ตอนนี้ กปภ. อยู่ระหว่างศึกษาโครงสร้างค่าน้ำใหม่ ตามต้นทุนเพิ่มขึ้น 15-20% ทั้งจากค่าไฟ ค่าสารเคมี เพื่อขอขึ้นค่าน้ำหลังไม่ได้ขึ้นมากว่า 10 ปี ซึ่งอีก 2 เดือน จะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาว่าจะให้ปรับขึ้นหรือไม่ หรือจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป

หรือชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเลี้ยงเป็ดไข่รายใหญ่ออกมาบ่นว่า ราคาค่าอาหารเป็ดมีราคาแพงขึ้นกระสอบละ 5 บาท จากเดิมกระสอบละ 570 บาท ขึ้นมาเป็น 575 บาท ขณะที่เป็ดออกไข่น้อยลง จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในระยะนี้ โดยทางร้านที่จำหน่ายอาหารสัตว์บอกว่า ราคาที่แพงขึ้นเพราะค่าไฟแพงขึ้น ในมุมของเกษตรกรถือว่าขึ้นราคาเยอะมากสำหรับผู้ที่ใช้เลี้ยงสัตว์ทุกวัน

นี้คือตัวอย่างผลพวงจากปัญหา “ค่าไฟ” ที่แพงขึ้น!!

กลับมาพิจารณาปัญหาค่าไฟแพงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้! ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านตาดำๆ คนหาเช้ากินค่ำ หรือเจ้าของธุรกิจ กำลังประสบปัญหาค่าไฟที่แพงขึ้น เมื่อเที่ยบกับช่วง 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทาง “ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์” อดีตคณบดีและอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกูรูด้านพลังงาน มีมมุมมองถึงปัญหาค่าไฟแพงว่า ต้องยอมรับว่าค่าไฟแพงจริงๆ เพราะเทียบจากเดือนก่อนกับเดือนนี้ เรียกว่าสูงขึ้นมากจริงๆ

สำหรับสาเหตุของค่าไฟแพง ศ.ดร.พรายพล ชี้ว่า มาจาก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า มีราคาแพง โดยการผลิตไฟฟ้า 60% ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในประเด็นนี้หลายคนก็สงสัยว่าในอ่าวไทย มีก๊าซธรรมชาติมากมาย ทำไมถึงแพง คำตอบของคำถามนี้ “อ่าวไทย” มีมากจริงๆ และใช้เป็นส่วนใหญ่ แต่...ราคามันก็สูงขึ้นจริงๆ และจากสูตรการคำนวณในการซื้อของโรงไฟฟ้านั้นมีการคำนวณจากค่าน้ำมันด้วย และค่าน้ำมันก็แพงขึ้นมาก โดยอ้างอิงจากตลาดโลก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น แต่ไม่มาก

ส่วนสำคัญที่แพงขึ้นมากที่เราซื้อมาจากต่างประเทศ คือ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” หรือที่เรียกว่า LNG ก๊าซนี้แพงขึ้นมาก มาจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัสเซียเองก็ถูกคว่ำบาตร ทำให้ก๊าซดังกล่าวหายไป เราก็ต้องไปซื้อในตลาดโลก ซึ่งก็มีราคาแพง ตรงนี้เอง คือทำให้ “ต้นทุน” การผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น

2.ค่าต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ประเด็นนี้มีการพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพร้อมจ่าย หมายถึง มีความพร้อมในการจ่ายไฟ ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งประเด็นนี้เป็น “ข้อตกลง” ตั้งแต่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ระหว่าง กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชน ในลักษณะ Take or Pay หากเอกชนพร้อมผลิตและจ่ายไฟ แค่พร้อมอย่างเดียว การไฟฟ้าฯ ต้องจ่ายค่าโรงไฟฟ้าแล้ว นี่คือข้อตกลง หากเขาจ่ายไฟมาจริง ก็คิดอีกส่วนหนึ่ง โดยส่วนแรกเรียกว่า Availability Payments หรือ AP (ค่าพร้อมจ่าย) อีกส่วนหนึ่งคือค่าผลิต ส่วนมากจะเป็นเชื้อเพลิง

“ตรงนี้เองมาจากการ “คาดการณ์ที่ผิดพลาด” คาดว่าเศรษฐกิจจะโต แต่เจอโควิดแล้วเศรษฐกิจไม่โต การใช้ไฟต่ำกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่การผลิตที่เราสัญญาไว้แล้ว เอกชนเขาก็ต้องทำ Take or Pay ต่อไป ผลปรากฏว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตที่เราต้องจ่าย เสียเงินไปกว่า 50% จาก “ค่าพร้อมจ่าย” แม้จะดูแปลกๆ แต่ก็เป็นสัญญาที่เราทำมาหลายปีแล้ว กลายเป็นภาระส่วนหนึ่งของค่าไฟ ที่ผู้ใช้ไฟต้องช่วยรับผิดชอบ”

ขณะที่รัฐบาลออกมาแอ็กชั่นเรื่องค่าไฟแพง โดย “นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ว่า การแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟแพงว่า ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังเลขาฯคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ส่วนขั้นตอนในการดำเนินการต่อจากนี้ยอมรับว่าไม่ทราบ ต้องถามทางฝ่ายกฎหมาย

“รอบของค่าไฟฟ้าหรือค่าเอฟที คราวที่แล้ว 93 สตางค์ในส่วนของครัวเรือน และคราวนี้ลดลงมา 2 สตางค์จาก 4.72 เป็น 4.70 ในส่วนของอุตสาหกรรม และในงวดถัดไปก็จะไปอยู่ช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค. และเชื่อว่าหากอัตราหรือราคานำเข้า LNG มีแนวโน้มทรงตัวและอ่อนตัวอย่างนี้ค่าไฟฟ้าในงวดนั้นก็จะลดลงอีก เพราะว่าเราสามารถลดลงในงวดของเดือนม.ค.-เม.ย. ลงมาได้เยอะพอสมควรในส่วนของอุตสาหกรรม”

เช่นเดียวกับ “นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์” เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ที่ประชุมกกพ.มีมติปรับลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชนงวดใหม่สำหรับเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ลง 7 สตางค์ต่อหน่วย จากมติเดิม 4.77 บาทต่อหน่วย เป็น 4.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นการลดลง 2 สตางค์ต่อหน่วย จากงวดปัจจุบันสำหรับเดือนมกราคม-เมษายน 2566 อยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เสนอ โดยไม่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง เนื่องจากสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณสูตรค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ไม่เปลี่ยนไปจากการพิจารณาก่อนหน้านี้ที่ กกพ.ได้เปิดให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไป กกพ. จะทำหนังสือแจ้งไปยัง 3 การไฟฟ้า เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่าจะทันงวดบิลเดือนพฤษภาคม 2566 แน่นอน

ด้านผู้ประกอบการอุตสาหกรรรม “นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  ผิดหวังที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ลดค่าไฟฟ้าจากประกาศเดิม ในงวด 2/66 เพียง 7 สตางค์ ซึ่งส่งผลค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 4.77 บาทต่อหน่วยลงมาอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย เพราะหากดูราคาก๊าซแอลเอ็นจีตลาดโลกที่ลดลงแล้ว น่าจะทำให้ FT ลดลงไปอีก ประมาณ 25 สตางค์ เมื่อรวมกับ 7 สตางค์ของ กฟผ.ที่เสนอยืดเวลาชำระหนี้ ก็น่าจะลดลงได้ 32 สตางค์ หรือคิดเป็นค่าไฟฟ้า 4.45 บาท/หน่วย

“ปัญหาค่าน้ำ – ค่าไฟแพง” เป็นเรื่องที่ควรเร่งแก้ไข! เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ! หากนิ่งเฉย หรือแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก! จะกลายเป็นปัญหาใหญ่โตที่ยากจะแก้ไข!!