"ปตท."ยกต้นแบบท่าเรือรอตเตอร์ดัม สู่เป้าหมาย Green Port แห่งแรกในไทย

เศรษฐกิจ4 เม.ย. 2566 • 15:43 น.
"ปตท."ยกต้นแบบท่าเรือรอตเตอร์ดัม สู่เป้าหมาย Green Port แห่งแรกในไทย

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะ ผู้ถือหุ้น 100% ของ PTT TANK ได้นำคณะสื่อมวลชนไปศึกษาดูงานที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัม (Port of Rotterdam : PoR) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีการนำเข้าและส่งออก พลังงานกว่า 13% ของความต้องการพลังงาน ในทวีปยุโรป อีกทั้งท่าเรือรอตเตอร์ดัม ยังเป็นต้นแบบของหลายท่าเรือในโลก ที่พัฒนาท่าเรือสีเขียว (Green Port) เนื่องจากท่าเรือแห่งนี้มีการพัฒนาใช้ พลังงานสะอาดเข้ามาบริหารจัดการ ภายในท่าเรืออย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 24 - 30 มี.ค.ที่ผ่านมา 
    
ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โมเดลการพัฒนา ท่าเรือรอตเตอร์ดัมที่เน้นไปสู่การ เป็น Green Port ใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน สอดคล้องกับโครงการที่ทางกลุ่ม ปตท.ที่กำลังศึกษาร่วมกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับการผลิต Green Hydrogen ในประเทศไทย


ทั้งนี้ ปตท.มีเป้าหมายที่จะนำโมเดล พัฒนาท่าเรือรอตเตอร์ดัมเพื่อไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 สู่เป้าหมายเป็น Green Port เน้นใช้ พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และ มองโอกาสในการต่อยอดพัฒนาสู่การผลิต Green Hydrogen โดยความเหมาะสม ในขณะนี้ที่เห็นชัด คือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งโซลาเซลล์ และใช้ระบบเทคโนโลยีต่างๆ ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
          
สำหรับ อุปกรณ์เครื่องจักรภายในท่าเรือ ต้องบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี การขนส่งในบริเวณท่าเรือจะใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ขณะที่การจัดสรรพื้นที่ภายในท่าเรือแหลมฉบัง ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องเน้นการขนส่งทางรางให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และสามารถขนส่งสินค้าในจำนวนมากได้ นอกจากนี้ จะต้องใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ มาบริหารจัดการจราจร และของเสีย

ปัจจุบันการท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการถมทะเลในพื้นที่โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และบริษัท GPC International Terminal ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัท PTT Tank ถือหุ้นในสัดส่วน 30% อยู่ระหว่างการออกแบบและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการขอใบอนุญาตก่อสร้างของท่าเทียบเรือ F ซึ่งคาดว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย จะสามารถส่งมอบพื้นที่ถมทะเลได้ภายในปีนี้ และบริษัท GPC สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างหน้าท่าเทียบเรือได้ทันทีและจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี พ.ศ. 2568
    
ขณะที่ นพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 สู่เป้าหมาย Green Port  แห่งแรกในไทย ซึ่งแน่นอนว่าภายในท่าเรือจะต้องไม่มีการผลิตและปล่อยของเสีย รวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้ง โจทย์สำคัญจะต้องมีการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อใช้ภายในพื้นที่ท่าเรือ


              
ขณะนี้ โครงการอยู่ระหว่างการออกแบบและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการ ขอใบอนุญาตเข้าพื้นที่ก่อสร้าง คาดว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะสามารถ ส่งมอบพื้นที่ และออกในอนุญาตให้ เข้าพื้นที่ได้ภายในปีนี้ หลังจากนั้นบริษัท GPC จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างส่วนของโครงสร้างหน้าท่าเทียบเรือทันที และคาดว่าจะแล้วเสร็จ เปิดให้บริการได้ภายในปี 2568
              
ทั้งนี้ การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 กลุ่ม ปตท.ได้เข้าไปร่วมลงทุนในสัดส่วน 30% โดยมูลค่าการร่วมลงทุนส่วนของภาคเอกชนอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นทางกลุ่ม ปตท. จะต้องใช้งบประมาณร่วมลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีความพร้อมในวงเงินดังกล่าวแล้ว และมั่นใจว่าการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นั้นจะสนับสนุนธุรกิจในส่วนของธุรกิจใหม่ด้านโลจิสติกส์ และทำให้ ปตท.เติบโตอย่างยั่งยืน
             
อย่างไรก็ตาม ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership) ระหว่าง บริษัท GPC International Terminal และ กทท. โดยมีระยะเวลาร่วมทุน 35 ปี มีพื้นที่ขนาด 1,600 ไร่