ดาวโจนส์ร่วง 419.02 จุด วิตกบอนด์ยีลด์พุ่ง-น้ำมันแพง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะเดือด

เศรษฐกิจ2 ก.ย. 2569 • 06:58 น.
ดาวโจนส์ร่วง 419.02 จุด วิตกบอนด์ยีลด์พุ่ง-น้ำมันแพง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะเดือด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคารที่ 1 กันยายน หลังตลาดเผชิญแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,766.88 จุด ลดลง 419.02 จุด หรือ 0.79% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ 0.71% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.12 จุด หรือ 1.03%

แรงเทขายในตลาดหุ้นเกิดขึ้นท่ามกลางการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5.2341% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน

การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และเพิ่มความวิตกว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมารุนแรงอีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางในหลายประเทศอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรือชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้เพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 68.2% ต่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับ 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

การเปลี่ยนแปลงของคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนกำลังจับตาทั้งทิศทางราคาน้ำมัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป