อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพุ่ง-หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน ขณะราคาน้ำมันไทยยังทรงตัว

เศรษฐกิจ6 ก.ย. 2569 • 08:14 น.
อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพุ่ง-หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน ขณะราคาน้ำมันไทยยังทรงตัว
  1.  

    ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หลังราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งเกือบ 10% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ Brent ขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายวันที่ 8 ก.ย. 2569 อย่างระมัดระวัง หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดและเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับทรงตัว โดยตลาดจับตาว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานโลกจะเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนในประเทศมากน้อยเพียงใด

    น้ำมันดิบโลกยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงฮอร์มุซดัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์

    ตลาดน้ำมันดิบเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ด้วยแรงซื้อที่ยังได้เปรียบอย่างชัดเจน หลัง WTI ปิดตลาดเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ระดับ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 10% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Brent ปิดที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.6% สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานมากกว่าปัจจัยด้านอุปสงค์และเศรษฐกิจในระยะสั้น

    ปัจจัยสำคัญยังคงอยู่ที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกลับมาทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลว่าเหตุการณ์อาจลุกลามจากการโจมตีทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางการขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก

    ดังนั้น ประเด็นที่ตลาดต้องจับตาในวันที่ 8 ก.ย. ไม่ได้อยู่เพียงว่ามีการโจมตีเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คือ การขนส่งน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วเพียงใด หากการเดินเรือบริเวณฮอร์มุซยังติดขัดต่อเนื่อง ตลาดมีแนวโน้มเพิ่มค่าความเสี่ยงในราคาน้ำมัน และอาจเปิดทางให้ Brent ทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อีกสัญญาณสำคัญคือราคาดีเซลในสหรัฐฯ ซึ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สะท้อนว่าความตึงตัวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดน้ำมันดิบ แต่เริ่มส่งผ่านไปยังตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและต้นทุนของภาคเศรษฐกิจโดยตรง

    หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบมีโอกาสขยายไปยังค่าขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ต้นทุนการผลิต ตลอดจนราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงสามารถทำให้เงินเฟ้อเหนียวตัว แม้เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอลงก็ตาม

    มุมมอง WTI

    WTI ที่ปิดเหนือระดับ 91 ดอลลาร์ ทำให้โครงสร้างราคาในระยะสั้นกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยระดับ 90 ดอลลาร์ กลายเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคั

    หาก WTI สามารถยืนเหนือ 91 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงและมีแรงซื้อกลับเข้ามา มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 92–95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะหากมีข่าวเกี่ยวกับการโจมตีเพิ่มเติมหรือการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

    ในทางกลับกัน หากเกิดแรงขายทำกำไรหลังจากราคาปรับขึ้นแรงเกือบ 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับ 90 ดอลลาร์จะเป็นแนวรับแรก หากหลุดลงมา มีโอกาสเห็นการพักฐานบริเวณ 87–88 ดอลลาร์

    ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังให้น้ำหนัก “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” มากกว่าการไล่ราคา เนื่องจากแม้ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนตลาดขาขึ้น แต่ระดับราคาปัจจุบันเข้าสู่โซนที่มีความผันผวนสูงแล้ว

    มุมมอง Brent

    Brent ที่ระดับ 96.28 ดอลลาร์ ทำให้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นทั้งเป้าหมายและแนวต้านสำคัญ หากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย การกลับขึ้นเหนือ 97–98 ดอลลาร์อาจเปิดทางให้ตลาดทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม ระดับ 100 ดอลลาร์มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรสูง เนื่องจากเป็นระดับจิตวิทยาที่ตลาดทั่วโลกจับตา หากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่รุนแรงพอจะสนับสนุนราคา การขึ้นแตะบริเวณดังกล่าวอาจตามมาด้วยความผันผวนอย่างรวดเร็ว

    หุ้นนิวยอร์กเปิดสัปดาห์อย่างระมัดระวัง จับตาเฟด-บอนด์ยีลด์

    ขณะที่ตลาดน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายวันที่ 8 ก.ย. 2569 ด้วยบรรยากาศระมัดระวังและผันผวน หลังนักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดจากวันหยุด Labor Day เมื่อวันที่ 7 ก.ย.

    ตลาดกำลังประเมินผลกระทบจากรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนส.ค. ซึ่งออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด โดยสหรัฐฯ เพิ่มตำแหน่งงาน 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิ.ย.และก.ค.ถูกปรับเพิ่มรวมกันอีก 55,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง

    แม้ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจ แต่กลับกลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด คงนโยบายการเงินที่เข้มงวด หรือพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นหลังตัวเลขจ้างงาน จึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ซึ่งมีมูลค่าพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตสูง

    สำหรับการซื้อขายวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. ก่อนเข้าสู่วันหยุด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,414.25 จุดลดลง 271.86 จุด หรือ 0.51% ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด หรือ 0.38% และ Nasdaq ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด หรือ 0.29%

    ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงและรอประเมินทิศทางดอกเบี้ยอย่างชัดเจนมากขึ้น

    เฟดเผชิญโจทย์ยาก น้ำมันแพงอาจเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ

    ตลาดในสัปดาห์นี้จึงไม่ได้จับตาเพียงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งหรือไม่ แต่กำลังประเมินว่า เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งประกอบกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะทำให้เฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงหรือเข้มงวดมากขึ้นหรือไม่

    การประชุม FOMC ครั้งถัดไปมีกำหนดวันที่ 15–16 ก.ย. ขณะที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้หลังตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายงานว่าความน่าจะเป็นตามราคาตลาดขยับขึ้นมาอยู่แถว 60%

    อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้กำหนดนโยบายยังไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะความเห็นของ Christopher Waller ที่ระบุว่าจุดยืนเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อที่จะประกาศในวันที่ 11 ก.ย.

    ดังนั้น ตลาดวันที่ 8 ก.ย. จึงมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับ Bond Yield เงินดอลลาร์ ตัวเลขเงินเฟ้อ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด มากกว่าการพิจารณาตัวเลขจ้างงานเพียงอย่างเดียว

    หาก Bond Yield ปรับขึ้นต่อ หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีโอกาสเผชิญแรงขายเพิ่ม ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินอาจได้รับแรงหนุนบางส่วนจากความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ภาพรวมยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อ

    ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงกำลังกลายเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดหุ้นไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะหากราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอาจปรับตัวขึ้นตาม ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อชะลอลงได้ยากและลดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด

    มุมมองตลาดหุ้นนิวยอร์ก 8 ก.ย.

    ภาพรวมก่อนเปิดตลาดให้น้ำหนัก “ลบถึงทรงตัวแบบผันผวน” โดยแรงกดดันสำคัญมาจากการปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดและทิศทาง Bond Yield ขณะที่นักลงทุนอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อหุ้นเต็มตัวหลังวันหยุดยาว

    หาก Bond Yield เดินหน้าขึ้นแรงอีกครั้ง มีโอกาสเห็นแรงขายต่อเนื่องในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต แต่หาก Yield เริ่มผ่อนคลาย นักลงทุนอาจกลับเข้าซื้อหุ้นที่ถูกขายลงก่อนวันหยุด

    ราคาน้ำมันในประเทศ 6 ก.ย. ยังทรงตัว จับตาผลกระทบน้ำมันโลก

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ข้อมูลอัปเดตวันที่ 6 ก.ย. 2569 โดยอ้างอิงราคาที่ประกาศ ณ วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 05.00 น. จากผู้ให้บริการ 4 ราย ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ พบว่าราคาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับทรงตัว

    ปตท. (PTT)

    • แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    • ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    • เบนซิน ราคา 47.28 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    • แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.229 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    • ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    • ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    • ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    • ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    • เบนซิน ราคา 47.78 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.49 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.42 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.79 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ราคาข้างต้นเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร โดยราคาหน้าปั๊มอาจเปลี่ยนแปลงตามการประกาศของผู้ให้บริการ จึงควรตรวจสอบราคาที่สถานีบริการอีกครั้ง

    ข้อมูลราคาน้ำมันอ้างอิงจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น.

    สรุปภาพรวมตลาด 8 ก.ย. 2569

    ตลาดการเงินในสัปดาห์นี้กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “สามปัจจัยใหญ่” ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ

    ฝั่งน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ตราบใดที่สถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านและความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย โดย WTI มีแนวรับสำคัญที่ 90 ดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบ 92–95 ดอลลาร์ ขณะที่ Brent กำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ 100 ดอลลาร์

    ส่วนตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดอย่างระมัดระวัง โดยนักลงทุนต้องรับมือกับแรงกดดันจาก Bond Yield และความคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายของเฟด ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ตลาดลดความหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

    สำหรับผู้บริโภคไทย ราคาน้ำมันขายปลีกยังทรงตัวตามข้อมูลล่าสุด แต่หากราคาน้ำมันดิบโลกสามารถยืนในระดับสูงต่อเนื่องและ Brent ขยับเข้าใกล้หรือทะลุ 100 ดอลลาร์ ผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    บทสรุปสำคัญของวันที่ 8 ก.ย. คือ ตลาดน้ำมันยัง “Bullish แต่ผันผวนสูง” ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในโหมด “ระวังความเสี่ยง” และราคาน้ำมันในประเทศยังต้องจับตาการส่งผ่านจากตลาดโลกในระยะถัดไป