- โฆษณา -

คลังจ่อปรับประมาณการจีดีพีปี 64 ชี้ ศก.ฟื้นตัวรับมาตรการรัฐจากคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการรัฐ

เศรษฐกิจ14 ธ.ค. 2563 • 15:52 น.
คลังจ่อปรับประมาณการจีดีพีปี 64 ชี้ ศก.ฟื้นตัวรับมาตรการรัฐจากคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการรัฐ
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2564 ใหม่ โดยมีแนวโน้มปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ปรับตัวดีขึ้นจากที่คาด หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 3/2563 ลดลง -6.4% ซึ่งดีกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้มาก ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ว่าจะลดลงมากถึง -7.7% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะฟื้นตัวได้ดีกว่าปีนี้อย่างชัดเจน โดยเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล ทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท และโครงการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท รวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้ GDP ปีหน้าขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2% ทั้งนี้ยังมีปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะต้องไม่มีการล็อกดาวน์อีกรอบสอง โดยประชาชนจะต้องร่วมมือกัน เพราะต้นทุนในการป้องกันต่ำกว่าการเยียวยา แต่ถ้ามีการล็อกดาวน์ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปี 2563 ขณะที่การส่งออกไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณที่ดีขึ้นของประเทศคู่ค้าได้แก่ จีน เวียดนาม และสหรัฐฯ ขณะเดียวกันต้องติดตามภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP ว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วแค่ไหน รวมทั้งต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะมีการดำเนินนโยบายด้านการเงินและการคลังอย่างไร ส่วนประเด็นการเมืองภายในประเทศมองว่ายังไม่มีผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาขยายเวลาลดภาษีที่ดินสำหรับปี 2564 ออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบประชาชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ ซึ่งการจะดำเนินการใดๆต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร เพื่อนำเสนอให้ รมว.คลัง ได้พิจารณาก่อนส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป