ถึงเวลาที่คนไทยต้องช่วยเหลือกัน! กระตุ้นเม็ดเงินในประเทศผ่าน “ไทยเที่ยวไทย”

เศรษฐกิจ19 มิ.ย. 2563 • 17:10 น.
ถึงเวลาที่คนไทยต้องช่วยเหลือกัน! กระตุ้นเม็ดเงินในประเทศผ่าน “ไทยเที่ยวไทย”
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งต้องรับว่าส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของประเทศที่มาจากการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ที่มาจากทางยุโรป ,อเมริกาฯ ,ตะวันออกกลาง และเอเชีย ต่างหยุดชะงักการเดินทาง เพราะได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างมาก อีกทั้งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกัน จนถึงขั้นต้องประกาศปิดการเข้า-ออกประเทศ เพื่อควบคุม และป้องกันการแพร่ในประเทศให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องยอมรับว่าการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทย ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทั่วประเทศเป็นอย่างดี จนสามารถคลายล็อคการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาลได้ จนเกือบจะเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเปิดประเทศให้คนทั่วโลกสามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้ โดยเฉพาะการเดินทางด้วยเครื่องบิน ล่าสุด “ดร.จุฬา สุขมานพ” ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้เชิญผู้ประกอบการสายการบินของไทยและต่างประเทศที่ให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ เข้าร่วมฟังข้อกำหนด และเงื่อนไขการเดินอากาศใหม่ ที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และ IATA ได้กำหนดภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ ดร.จุฬา กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีสายการบินใดแสดงความจำนงที่จะให้บริการการบินเส้นทางบินระหว่างประเทศ แม้ประกาศปิดน่านฟ้าจะสิ้นสุดใน 30 มิ.ย.นี้ เนื่องจากสายการบินยังกังวลประเด็นของผู้ที่เดินทางจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสาธารณสุข และ ศบค.ยังคงห้ามการเดินทางเข้ามาในประเทศ อย่างไรก็ตาม กพท.คาดการณ์ว่าปีนี้จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศในส่วนของประเทศไทยจะหายไปถึง 70% และเหลือเดินทาง 30% เท่านั้น เกือบทั้งหมดเป็นเส้นทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตามคาดว่าการบินในเส้นทางระหว่างประเทศจะเริ่มกลับมาได้ในช่วงเดือนกันยายน 63 นี้ แต่ยังไม่เป็นปกติ 100% จะเป็นลักษณะการทยอยเปิดบริการ “ข้อมูลของ IATA ที่ทำการสำรวจข้อมูลจาก 122 สายการบินทั่วโลก พบว่า การทำการบินแต่ละครั้ง จะต้องมีผู้โดยสารบนเครื่องบิน (Load Factor) ไม่น้อยกว่า 77% จึงจะคุ้มทุน หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่านั้นอาจเสี่ยงกับการขาดทุนได้ อีกทั้งการเปิดน่านฟ้าให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ ต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของ ศบค. และรัฐบาล เบื้องต้นมองว่านักธุรกิจมีความเสี่ยงน้อยกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากแต่ละบริษัทจะมีมาตรการคัดกรองและดูแลสุขภาพของผู้ที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอยู่แล้ว และสามารถตรวจสอบได้” เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง คือ “การส่งเสริมให้คนไทย เที่ยวในประเทศมากขึ้น” เพื่อทำให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศ ประชาชนมีรายได้ ไม่ต้องรอพึ่งพาเงินจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้ไฟเขียวหลักการมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยวหลังคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยสนับสนุนงบ 22,400 ล้านบาท กระตุ้นการท่องเที่ยว ในช่วง 4 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ต.ค.2563)” “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า โดยรายละเอียดการซื้อ คือประชาชนจะต้องเข้าไปเลือกซื้อ E-Voucher หรือบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้ประกอบการนำมาขาย รายละเอียดคือ รัฐบาลจะกำหนดห้องพักไว้ที่ 5 ล้านห้องและราคาที่โรงแรมนำมาเสนอขายจะต้องลด 50% แล้ว และต้องขายในราคาที่ถูกกว่าออนไลน์หรือทางเอเย่นต์ (OTA) โดยผู้ที่สนใจจองโรงแรมไหน ก็เข้าไปซื้อ E-Voucher โดยผู้ซื้อจ่ายค่าห้องพัก 60% และรัฐช่วยจ่าย 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน ภายใต้เงื่อนไขจองห้องหนึ่งห้ามเกิน 5 คืน โดยรัฐจะโอนเงิน 40% ของค่าห้องพักให้กับโรงแรม และหลังจากลูกค้าเช็คเอ้าท์ อีกทั้งระหว่างการเข้าพัก รัฐจะสนับสนุนเงินให้อีก 600 บาทต่อคืน เพื่อนำเงินนี้ไปใช้ในด้านการท่องเที่ยวอื่นๆไม่ว่าจะเป็น อาหารร้านค้า ซื้อของที่ระลึก ใช้บริการสปา หรือจะนำไปใช้จ่ายในพื้นที่ที่มีการข้ามจังหวัดในการเดินทางไปเข้าพักก็ได้ โดยโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” มี 3 แพ็คเกจ ดังนี้ได้แก่ 1.แพ็กเกจ เที่ยวปันสุข : เพื่อช่วยเหลือกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศ รวมถึงกลุ่มรถเช่าด้วย โดยรัฐบาลจะทำการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 40% โดยสามารถดูรายละเอียดโปรโมชั่นจากทุกสายการบินในไทย โดยทางสายการบินจะนำตั๋ว 2 ล้านใบ มาเสนอขายในราคาพิเศษ โดยนักท่องเที่ยวต้องจองที่พักในโครงการ เราไปเที่ยวกัน จึงจะได้รับสิทธิจองบัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ ที่เบื้องต้นสายการบินเสนอราคาค่าตั๋วเครื่องบินอยู่ที่ราวๆ 2,500 บาท (ไป-กลับ)รายละเอียดขั้นตอนจองรับสิทธิ ผู้ที่สนใจ จะต้องลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม ธนาคารกรุงไทย เพื่อรับโปรโมชั่น โค้ด เพื่อรับสิทธิที่รัฐจะสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 40% ไม่เกิน 1,000 บาท 1 คน 1 สิทธิทั้งนี้โครงการนี้รัฐสนับสนุนงบประมาณ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง 2 ล้านคน-ครั้งในช่วง 4 เดือนดังกล่าว 2.แพ็กเกจ กำลังใจ : แพ็กเกจสำหรับบุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด-19 เพื่อเป็นการเพื่อตอบแทนบุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด-19 โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคน เที่ยวฟรีผ่านบริษัทนำเที่ยว 13,000 ราย โดยในแพ็กเกจ กำลังใจ นี้ เจ้าหน้าที่บุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด จะสามารถเที่ยวฟรีผ่านบริษัทนำเที่ยว นั้นคือ แพ็คเกจ 2 วัน 1 คืน ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน รายละเอียดขั้นตอนจองรับสิทธิ ท่านที่สนใจแจ้งความจำนง เพื่อรับสิทธิโดย 1 ท่านจะได้ 1 สิทธิ ในการท่องเที่ยวและศึกษาดูงานต่างจังหวัดฟรี โดยบริษัทนำเที่ยวในแต่ละจังหวัด จะออกแบบแพ็คเกจนำเที่ยว 2 วัน 1 คืน ไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่ง อสม.และเจ้าหน้าที่รพ.สต. จำนวน 1.2 ล้านคน สามารถเข้าจองได้ผ่านแพลตฟอร์มธนาคารกรุงไทย ซึ่งโครงการนี้รัฐใช้งบ 2,400 ล้านบาท คาดว่าจะเกิดรายได้หมุนเวียนอย่างน้อย 6,500 ล้านบาท 3. แพ็กเกจ เราไปเที่ยวกัน : แพ็กเกจสำหรับ บุคคลทั่วไปโดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าโรงแรม 40% ต่อคืน แต่จะสูงสุดไม่เกิน 3 พันบาทต่อคืน เเพ็กเกจนี้ทางโรงแรมจะจะเสนอขาย E-Voucher ห้องพัก ในราคาที่ไม่สูงกว่าราคาที่เสนอขายผ่านเว็บจองที่พักแบบออนไลน์ทราเวล เอเย่นต์ (OTA) ซึ่งจะห้องพักทั้งหมด 5 ล้านคืน ที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป รายละเอียดขั้นตอนจองรับสิทธิ สำหรับท่านที่สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มธนาคารกรุงไทย โดยสามารถจองห้องพักออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (จะอัพเดตในอนาคต) โดยนักท่องเที่ยวจ่ายที่พัก 60% ส่วนรัฐบาลสนับสนุนจ่ายค่าห้องพักให้ 40% แต่ไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/คืน (จ่ายให้โรงแรมเมื่อนักท่องเที่ยวเช็คเอ้าท์) นักท่องเที่ยวรับสิทธิ 1 คน 1 สิทธิสูงสุดไม่เกิน 5 คืน ชำระเงินด้วยบัตรเครดิต QR Code พร้อมเมื่อจองที่พัก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่จองที่พัก จะได้ E-Voucher ผ่านแอพฯเป๋าตัง จำนวน 600 บาทต่อคืน(สูงสุดไม่เกิน 5 คืน) โดยเงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้เป็นค่าท่องเที่ยว ค่าอาหาร รวมถึงของฝากต่างๆ (นักท่องเที่ยวจ่าย 60% ของค่าใช้จ่ายจริง) โดยใช้ตั้งแต่วันที่เช็คอิน ถึงวันที่เช็กเอาต์ (23.59น.) โดยโครงการนี้รัฐสนับสนุนงบประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีที่พัก,โรงแรม,โฮมสเตย์ ได้ประโยชน์จำนวน 24,700 แห่ง ร้านอาหารได้รับประโยชน์ 36,755 ร้าน ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องช่วยกันอีกครั้งในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศกัน!!!