ธปท.ชั่งน้ำหนักจีดีพี-เงินเฟ้อ-เสถียรภาพการเงิน ก่อนพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย มั่นใจ ศก.ไทยปีนี้โต 3.7%
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้การทำนโยบายการเงินของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันไป สร้างความผันผวนในตลาดการเงินโลก ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งที่ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย แม้จะยังอยู่ในระดับที่ห่างจากดอกเบี้ยต่างประเทศถึงประมาณ 3% ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เงินทุนไหลออก โดยพบว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2565 ยังเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ
ทั้งนี้ในส่วนของเศรษฐกิจไทย คาดว่าปีนี้จะสามารถเติบโตได้ 3.7% ดีขึ้นจากปี 65 และคาดว่าในปี 67 จะเติบอย่างต่อเนื่องจากปีนี้เช่นกัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ น่าจะเริ่มชะลอตัวลงจากปีก่อน โดยอยู่ในระดับที่ทรงตัว แต่ก็ยังไม่เข้าเป้าหมายกรอบเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 1-3% แต่เชื่อว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปี 67 ดังนั้น นโยบายการเงินจึงยังไม่สามารถผ่อนคลายได้โดยเร็วนัก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่สามารถเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้
โดบ ธปท.ได้วางนโยบายการเงินภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน โดยชั่งน้ำหนัก 3 ปัจจัยสำคัญควบคู่กัน คือ การเติบโตของเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน ทั้งนี้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นประเทศอื่น ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ธปท. คำนึงถึงภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ และประชาชน
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชน เสนอให้ ธปท.ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเป็นการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้น กรณีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้พิจารณาเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้อยู่ในระดับปกติ และยังคงอยู่ในขั้นตอนของการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเข้าสู่ระดับปกติ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังไม่อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%
"ดอกเบี้ยปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับปกติ และเงินเฟ้อยังไม่ได้เข้าเป้า ความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยยังมี หากแบงก์ชาติหยุดไม่ทำอะไรจะหมายความว่าเราพอใจกับเงินเฟ้อระดับนี้ เราโอเคหมดแล้วหรือไม่ การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยเราหากมีช็อกในอนาคต เราจะมี policy space ถ้าหยุดแค่นี้ policy space ก็เหลือน้อย ทำอะไรไม่ได้ และเราจะไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยสูงจนชาวบ้านเดือดร้อน แต่ต้องดูว่าผู้ฝากเงินได้รับประโยชน์ด้วย หากดอกเบี้ยต่ำนานจะทำให้ต้องไปหาอะไรเสี่ยงๆที่แม้อาจได้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงมากก็ขึ้นเยอะ"
ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาทนั้นยอมรับว่า ยังต้องติดตามดู เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐที่ประกาศออกมา ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะไม่ได้ลดดอกเบี้ยลงภายในสิ้นปี โดยอาจจะทยอยปรับขึ้นและหยุด จากนั้นคาดว่าจะเริ่มปรับลดได้ในปีหน้า ส่งผลให้อัตรา terminal funds rate อาจสูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อยเลยมีผลต่อค่าเงิน แต่ทั้งนี้มองว่าค่าเงินมีความอ่อนไหวกับตัวเลขเศรษฐกิจมากกว่าเดิม และการให้สัมภาษณ์ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนได้ง่าย และเมื่อค่าเงินดอลลาร์ผันผวนก็กระทบประเทศอื่น ขณะที่ค่าเงินบาทยอมรับว่าผันผวนพอสมควร แต่ยังอยู่ในระดับที่ธุรกิจรับได้