สศช.หั่นจีดีพีปี 65 โต 2.5-3.5% จากเดิม 3.5-4.5% จับตายูเครนกระทบราคาพลังงาน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

เศรษฐกิจ17 พ.ค. 2565 • 09:33 น.
สศช.หั่นจีดีพีปี 65 โต 2.5-3.5% จากเดิม 3.5-4.5% จับตายูเครนกระทบราคาพลังงาน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2565 อยู่ที่ระดับ 2.2% เนื่องจากมีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์โควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา โดยการบริโภคขยายตัวได้ 3.9% ขณะที่การส่งออกอยู่ที่ 10.2% แต่การก่อสร้างปรับลดลงอยู่ที่ระดับ -5.5% โดยเศรษฐกิจไทยแม้จะเผชิญข้อจำกัดความขัดแย้ง แต่ยังขยายตัว 1.1% เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2564 แต่ยังต้องจับตาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เพราะมีผลต่อพลังงาน และการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย และข้าวสาลี ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น "เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจาการยืดเยื้อของสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันแพง ส่งผลต่อเงินเฟ้อของไทยสูงต่อไปด้วย อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนไทยสูง โดยเฉพาะหนี้เสีย และหนี้จะเสียของหนี้ครัวเพิ่มสูงขึ้น" ทั้งนี้คาดว่าทั้งปี 2565 เศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% ซึ่งมีค่ากลางอยู่ที่ 3% ปรับลดลงมาจากคาดการณ์เดิม 3.5-4.5% เนื่องจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์หลังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การส่งออก และการท่องเที่ยว นายดนุชากล่าวอีกปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจาก เป็นปัญหาที่สะสมมาตลอด 2 ปีจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันเกิดขึ้นกับหลายประเทศไม่เฉพาะไทยเท่านั้น ซึ่งการดำเนินมาตรการเข้ามาช่วยเหลือทั้งของภาครัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับภาคเอกชน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่จะต้องมีมาตรการที่เป็นลักษณะเฉพาะ และตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่การทำมาตรการแบบครอบคลุม โดยการจะพิจารณากู้เงินหรือการใช้มาตรการการคลังเพิ่มเติมต้องพิจารณาปัจจัยให้รอบคอบ โดยเฉพาะข้อจำกัดในด้านทรัพยากรของประเทศ รวมถึงข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สศช. กระทรวงการคลัง และ ธปท. จะร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร ขณะที่เครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การส่งออก และการท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติและส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยเช่นนี้ ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนให้จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น รวมถึงเน้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศก่อนเพื่อช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ ขอให้ไปเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ