"อดีตขุนคลัง" สับ พรก.อุ้มคนรวย ด้วยภาษีประชาชน

เศรษฐกิจ19 เม.ย. 2563 • 23:27 น.
"อดีตขุนคลัง" สับ พรก.อุ้มคนรวย ด้วยภาษีประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Thirachai Phuvanatnaranubala ระบุว่า...
พระราชกำหนดให้ ธปท. ซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนดออกใหม่ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว (ลิงค์ข้างล่าง) แต่น่าเสียดายว่าเป็นกฎหมายที่อุ้มคนรวยด้วยภาษีประชาชนอย่างแท้จริง และมีประเด็นที่ต้องวิจารณ์หลายเรื่อง ประเด็นที่หนึ่ง รัฐบาลไม่เปิดช่องให้กลไกปกติในตลาดตราสารหนี้แก้ไขปัญหาตนเองเสียก่อน รัฐบาลระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ... “ผู้ประกอบการซึ่งระดมทุน ในตลาดตราสารหนี้ต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องกะทันหัน ไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ที่ครบกำหนดและที่ใกล้จะครบกำหนดซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทได้ สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มสูงมากที่จะทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศและต่อประชาชนโดยรวม” ข้อวิจารณ์ก็คือ ปัญหาผู้ออกตราสารหนี้นั้นมี ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง ผู้ออกตราสารหนี้ไม่มีปัญหาฐานะการเงิน แต่สภาพตลาดขาดสภาพคล่อง ทำให้ออกตราสารใหม่เมื่อครบกำหนด เกิดความไม่คล่องตัว และ กลุ่มที่สอง ผู้ออกตราสารหนี้มีปัญหาฐานะการเงิน จำเป็นต้องปรับปรุง หาแหล่งเงินเสริมเพื่อสร้างความมั่นใจ กลุ่มนี้จึงมิใช่มีปัญหาเฉพาะจากสภาพตลาดขาดสภาพคล่อง แต่ปัญหาหลักเกิดจากฐานะการเงินอ่อน เพราะสาเหตุต่างๆ เช่น มีการขยายกิจการลงทุนสูงหลายด้านพร้อมกันมากเกินไป หรือมีการไปซื้อ takeover กิจการต่างๆ มากเกินไป หรือมีการกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรเกินสมควร เป็นต้น ในข้อเท็จจริงนั้น ธปท. มีกลไกที่จะดูแลสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้กลุ่มที่หนึ่งตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้อยู่แล้ว โดยไม่มีข้อจำกัด ส่วนกลุ่มที่สองนั้น กลไกปกติในตลาดตราสารหนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาตนเองได้ก่อนอยู่แล้ว โดยการปรับลดราคาให้เหลือเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ตัวอย่างที่เทียบเคียงได้คือในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง กรณีที่บริษัทเงินทุนบางรายที่ฐานะอ่อนมีลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่ด้วย ซึ่งสามารถจะหักกลบลบหนี้กันเพื่อแก้ปัญหาบางส่วนไปก่อนได้อยู่แล้ว ในขณะนั้น นายเสรี จินตนเสรีได้เคยขอเข้าพบผู้ว่าการฯ ธปท. และเสนอให้ ธปท. สนับสนุนให้เอกชนทำการหักกลบลบหนี้เพื่อเคลียร์ปัญหากันเองก่อนเท่าที่จะเคลียร์ได้ เพื่อให้เหลือเป็นภาระแก่ทางการน้อยที่สุด แต่เนื่องจาก ธปท. ในขณะนั้นไม่ยินยอม จึงทำให้เกิดความเสียหายผ่าน ปรส. เป็นจำนวนมาก สรุปประเด็นนี้ก็คือ แทนที่รัฐบาลจะปล่อยให้กลไกปกติในตลาดตราสารหนี้แก้ไขปัญหาตนเองเสียก่อน ทั้งด้านกฎหมายและด้านการเงิน เพื่อจะมิให้เป็นภาระแก่ภาษีของประชาชน รัฐบาลกลับออกพระราชกำหนดมาอุ้มตั้งแต่แรก ทั้งที่ไม่จำเป็น ประเด็นที่สอง เป็นการบังคับให้ ธปท. ออกไปนอกกรอบของการธนาคารกลาง มาตรา ๘ กำหนดให้กองทุนมีวงเงินไม่เกินสี่แสนล้านบาท ก็เพียงในระยะเริ่มแรก แต่สามารถจะมีการเพิ่มวงเงินได้ในภายหลัง และในระยะเริ่มแรก กำหนดให้ ธปท. เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนแต่ผู้เดียว จึงเป็นการบังคับให้ ธปท. ออกไปนอกกรอบของการธนาคารกลาง ข้อวิจารณ์ก็คือ รัฐบาลสามารถจะให้ ธปท. ดูแลสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ตามครรลองที่มีอยู่แล้วในกฎหมายปัจจุบัน แต่กลับจัดตั้งกองทุน ซึ่งกองทุนดังกล่าวโดยเนื้อหาเป็นส่วนหนึ่งของ ธปท. ดังนั้น ถึงแม้ในรูปแบบกฎหมายจะบัญญัติให้เป็นนิติบุคคลต่างหาก และถึงแม้จะมีคณะกรรมการบริหารเฉพาะ แต่ก็มิได้แก้ไขประเด็นว่าผิดหลักการของการธนาคารกลาง ทั้งที่มีทางเลือกอื่นตามกฎหมายปัจจุบันอยู่แล้ว ประเด็นที่สาม ไม่สร้างกรอบการจัดการที่จะป้องปรามมิให้นักการเมืองแทรกแซงเพื่ออุ้มบริษัทของพรรคพวก มาตรา ๙ บัญญัติให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ ข้อวิจารณ์ก็คือ ในทุกประเทศผู้ว่าการธนาคารกลางมีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี หรือใกล้เคียง และเหนือกว่าปลัดกระทรวงการคลังอย่างแน่นอน แต่ในกรณีนี้ กลับบัญญัติให้ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ จึงทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ว่า เป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองแทรกแซงอุ้มบริษัทของพรรคพวกผ่านมือของปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งใกล้ชิดและอาจได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีคลัง นอกจากนี้ มาตรา ๖ ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับ มาตรา ๕ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุด และให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้น จึงเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐมนตรีคลังแทรกแซงอุ้มบริษัทของพรรคพวกได้ ผ่านการตีความดังกล่าว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ประเด็นที่สี่ ไม่สร้างกรอบการชดเชยขาดทุนให้แก่ ธปท. ที่โปร่งใส มาตรา ๒๐ บัญญัติให้กระทรวงการคลังชดเชยความเสียหายให้แก่ ธปท. ในวงเงินไม่เกินสี่หมื่นล้านบาท แต่วิธีการพิจารณาการชดเชย ไม่ว่าความเหมาะสมในจำนวนเงิน เหตุแห่งความเสียหายที่อาจเกิดจากความไม่รัดกุมของการบริหาร รวมไปถึงการปฏิบัติงานอย่างประมาทเลินเล่อ หรือฝ่าฝืนกฎหมาย กลับไม่มีการพิจารณาอย่างโปร่งใส โดยมาตรา ๒๑ กำหนดเพียงให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณาผลดำเนินการ และมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการการคำนวณกำไร หรือความเสียหาย และวงเงินชดเชย และวินิจฉัยจำนวนผลกำไร หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ ธปท. แต่ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่ามีตัวแทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งไม่มีข้อบัญญัติให้ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ หรือต้องเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมพิจารณาแต่อย่างใด นอกจากนี้ พระราชกำหนดยังบรรจุความยืดหยุ่นเกี่ยวกับการยกเลิกกองทุนเอาไว้อย่างมากมายเกินความจำเป็น โดยมาตรา ๔ เปิดให้ขยายระยะเวลานานกว่า ๕ ปีได้ มาตรา ๑๗ เปิดให้ ธปท. ขายหน่วยลงทุนให้แก่บุคคลอื่นก็ได้ จึงเอื้ออำนวยต่อการปกปิดข้อมูลเอาไว้ แทนที่จะปรากฏชัดเจนในวันสุดท้าย กลับเปิดให้สามารถผ่องถ่ายออกไปอีกทอดหนึ่งโดยไม่จำเป็น อีกทั้งมาตรา ๑๐ ก็กำหนดให้คณะกรรมการกำกับกองทุนรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี เพียงแต่รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้น ไม่มีการรายงานต่อรัฐสภา ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อบังคับป้องปรามการแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บางบริษัทโดยมิชอบ สุดท้าย มาตรา ๒๐ ที่บัญญัติให้กระทรวงการคลังชดเชยความเสียหายให้แก่ ธปท. นั้น เนื่องจากมีการระบุถึงวิธีการหักกลบกับกำไรได้ก่อน ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลสามารถเลือกวิธีชดเชย โดยให้หักออกจากกำไรปกติของ ธปท. ที่พึงนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดินแต่ละปี กรณีเช่นนี้ การชดเชยก็จะรอเวลาไปได้อีกนานจนกว่าเมื่อไหร่ ธปท. จะมีกำไร และยิ่งอาจจะทำให้การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานมีแต่เลื่อนออกไปอีก วันที่ 19 เมษายน 2563 ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala เครดิตภาพจากไลน์ แต่ไม่ทราบชื่อผู้เขียน
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/030/T_0012.PDF