นโยบายภาษีเพื่อเพิ่มรายได้
ในการมอบนโยบายให้กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อจุดประกายให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในภาะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่าร้อยละ 90 ของ GDP และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบซึ่งต้องการบริการสาธารณสุขมากขึ้น รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ผันผวน ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทำให้กระทรวงการคลังต้องหาทางเลือกใหม่ๆ ในการสร้างรายได้เพื่อตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลและแนวทาง ESG
การกำหนดนโยบายภาษีและการคลังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยมุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หนึ่งในแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลคือภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการหลายประเภทเช่น น้ำมัน รถยนต์ สุรา เบียร์ และยาสูบ ซึ่งเป็นรายได้หลักลำดับที่ 2 รองจากกรมสรรพากร ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อรองรับการท้าทายในอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ ลดการรั่วไหลและภาษีที่หายไปจากที่ควรจัดเก็บได้
ย้อนกลับไปในปี 2560 มีการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตที่เริ่มใช้โครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็น 2 อัตรา และเริ่มเก็บภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาษีเพื่อมหาดไทย” จากสินค้ายาสูบเป็นครั้งแรก ในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาบุหรี่ที่ถูกกฎหมายในขณะนั้นเพิ่มขึ้นจากซองละ 40 บาท เป็นซองละ 60 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ต่อมาเมื่อขึ้นภาษีอีกครั้งเมื่อ 1 ตุลาคม 2564 ราคาบุหรี่ที่ถูกกฎหมายก็ปรับขึ้นอีกครั้งจากซองละ 60 บาท เป็นซองละ 65 บาท
ผลกระทบสะสมจากการขึ้นภาษีทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาแพงกว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรับได้ ข้อมูลจากการยาสูบฯว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 22.3 หรือเกือบ 1 ใน 4 ของบุหรี่ที่บริโภคทั้งหมดในประเทศไทย ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าบุหรี่เถื่อนทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีปีละราว 25,000 ล้านบาทการนำรายได้จากภาษีที่สูญเสียไปให้กับบุหรี่ผิดกฎหมายจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงการคลังไม่สามารถละเลยไปได้ เพราะรายได้ที่หายไปนั้นสามารถนำกลับมาดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลได้เป็นจำนวนมาก
จากประสบการณ์ 6 ปีนับตั้งแต่เริ่มใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราและการขึ้นภาษีในระดับที่สูงเกินไป ควรจะเป็นที่ประจักษ์และยอมรับสำหรับทุกภาคส่วนว่าโครงสร้างภาษีดังกล่าวและอัตราภาษีที่ใช้ถือว่าไม่มีความเหมาะสม และเร่งให้เกิดบุหรี่ผิดกฎหมายทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมหาศาล เนื่องจากส่วนต่างของราคาของบุหรี่ถูกกฎหมายและบุหรี่ผิดกฎหมายทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางด้านสาธารณสุข
ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงควรเร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างและอัตราภาษีบุหรี่ที่เหมาะสม เพื่อหยุดการสูญเสียรายได้ภาษี เร่งปรับโครงสร้างภาษีเป็นแบบอัตราเดียวโดยไม่เป็นการเพิ่มภาระภาษีเพื่อมิให้กระทบต่อราคา มิเช่นนั้นปัญหาบุหรี่เถื่อนก็จะเลวร้ายลง และไม่สามารถนำรายได้ที่สูญเสียไปกลับคืนมาเพื่อการบริหารประเทศได้