“กรมราง”ชี้นั่งรถไฟฟ้า 104 บาทแพงเกินไป นัดถกทุกฝ่ายสัปดาห์นี้ ยันค่าโดยสารตลอดสายต่ำกว่า 64 บาททำได้
นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ รองอธิบดีกรมทางหลวง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)ได้ออกประกาศเพื่อปรับอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสายอยู่ที่ 104 บาทนั้นว่า กรมการขนส่งทางราง จะมีหนังสือถึง กทม. เพื่อขอให้ระงับการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เนื่องจากเป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่สร้างภาระค่าเดินทางให้แก่ประชาชนที่ดำเนินการและไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 26 พ.ย.61 เนื่องจาก กทม.ได้เคยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อยืนยันความพร้อมในการรับโอนทรัพย์สิน หนี้สินของโครงการแล้ว ก่อนที่ ครม.จะมีมติให้โอนทรัพย์สิน หนี้สินระหว่าง กทม. และกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 26 พ.ย.61
โดยกรมการขนส่งทางรางเห็นสมควรให้ กทม.พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม เพื่อให้ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมติ ครม. ดังกล่าว ที่กำหนดให้กระทรวงคมนาคม และ กทม. บูรณาการร่วมกันในการกำหนดอัตราแรกเข้า อัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระแก่ประชาชน รวมถึงเจตนารมณ์ของ กระทรวงคมนาคม ที่มอบทรัพย์สินในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ให้กับ กทม.ได้กำหนดให้ กทม.กำหนดอัตราค่าแรกเข้าและอัตราค่าโดยสารให้เหมาะสม เป็นธรรม สอดคล้องกับค่าครองชีพของผู้ใช้บริการ และไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนผู้ใช้บริการมากเกินไป
ขณะเดียวกันจะดำเนินการหารือกับกระทรวงมหาดไทย และ กทม. เพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ โดยกระทรวงมหาดไทย และ กทม.ควรเร่งดำเนินการส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กระทรวงคมนาคมตามที่ได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปแล้วกว่า 1 เดือน เนื่องจากการดำเนินการของ กทม.ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง
“ขอยืนยันว่า กทม.ควรดำเนินการให้ถูกต้องตามมติของ ครม.ในการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการพิจารณาอัตราค่าโดยสารด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก และเห็นควรให้ชะลอการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารสายสีเขียวดังกล่าวจนกว่าจะได้มีการพิจารณาร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในสัปดาห์นี้ ซึ่งกรมการขนส่งทางรางจะได้เชิญประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนร่วมกัน”
ทั้งนี้กรมการขนส่งทางรางเห็นควรให้ทุกฝ่ายหารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสุขใจแก่สาธารณชน และไม่เป็นภาระกับรัฐจนเกินสมควร อีกทั้งยังมีแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราค่าโดยสารในช่วงก่อนสัมปทานส่วนหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 เช่น จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพยุงอัตราค่าโดยสาร และนำรายได้ในอนาคตมาชำระคืนกองทุนภายหลัง เป็นต้น
โดยที่ผ่านมากรมการขนส่งทางรางได้มีข้อเสนอแนะในการขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กรณีอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวไว้อย่างชัดเจนว่า การคิดอัตราค่าโดยสารต้องคำนึงถึงความเหมาะสม โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารสามารถกำหนดได้ถูกกว่า 65 บาทตลอดสาย และควรกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ถูกที่สุดสำหรับประชาชนที่ใช้บริการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาใช้บริการ ซึ่งจะทำให้การจราจรใน กทม.เบาบางลง ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผู้มีรายได้น้อยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็น 35% ของค่าแรงขั้นต่ ดังนั้นการกำหนดอัตราค่าโดยสารควรวิเคราะห์จากต้นทุนที่แท้จริง และเห็นว่าหากกำหนดราคาถูกลงจาก 65 บาทตลอดสายในอนาคตจะทำให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นหลักของเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆย่อมส่งผลให้สามารถลดอัตราค่าโดยสารลงได้มากกว่านี้อีกด้วย