“เวิลด์แบงก์” ซูฮกไทยบรรยากาศน่าลงทุน โดดขึ้น20อันดับ “ความยาก-ง่ายทำธุรกิจ”

เศรษฐกิจ6 พ.ย. 2560 • 04:14 น.
“เวิลด์แบงก์” ซูฮกไทยบรรยากาศน่าลงทุน โดดขึ้น20อันดับ “ความยาก-ง่ายทำธุรกิจ”
นับเป็นความสำเร็จของรัฐบาลภายใต้การบริหารของ “พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และมีแม่ทัพด้านเศรษฐกิจอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ “รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้ผลักดันแนวทางในการประกอบธุรกิจภายในประเทศให้เอื้ออำนวยความสะดวกกับนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทยให้สามารถประกอบธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้จะเห็นได้จากการจัดอันดับของ “ธนาคารโลก” (เวิลด์แบงก์) ที่ได้เปิดเผยรายงาน “Doing business 2018 ซึ่งเป็นการจัดลำดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ” โดยระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นถึง 20 อันดับจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่อับดับที่46 และเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และมาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 24 โดยมีคะแนนรวม 77.44 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีคะแนนรวม 72.53 คะแนน สำหรับท็อป 10 ของประเทศที่มีความก้าวหน้าในการปรับปรุงบรรยากาศทางธุรกิจมากที่สุด บนพื้นฐานของการลงมือปฏิรูป ได้แก่ บรูไน(2ปีติดต่อกัน), ไทย, มาลาวี, โคโซโว, อินเดีย, อุซเบกิสถาน, แซมเบีย, ไนจีเรีย, จิบูตี และเอลซัลวาดอร์ โดยประเทศที่ติดอันดับ 10 ชาติที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ทั้งด้านระดับและขนาดของรายได้ มีถึงครึ่งหนึ่งที่ติดอันดับเป็นครั้งแรก ได้แก่ เอลซัลวาดอร์, อินเดีย, มาลาวี, ไนจีเรีย และไทย ในรายงานฉบับนี้ระบุว่าประเทศไทยมีการพัฒนาที่โดดเด่นในเรื่องการลดระยะเวลาการจัดตั้งธุรกิจ, ยกเลิกการประทับตราบริษัทในใบหุ้น, ลดกระบวนการขอใช้ไฟฟ้า, ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, ออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจใหม่, เพิ่มสิทธิผู้ลงทุนรายย่อยทำให้ฟ้องร้องได้ง่ายขึ้น, สร้างความชัดเจนของโครงสร้างการบริหารระหว่างความเป็นเจ้าของกับการควบคุม กำกับบริษัท, ตรวจสอบภาษีโดยใช้โปรแกรมบริหารความเสี่ยงมาคัดเลือกบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง, ลดอัตราภาษีการโอนทรัพย์สิน การใช้ระบบยื่นฟ้องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ จ่ายค่าธรรมเนียมศาลผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์, การแก้ไขปัญหาการล้มละลายได้ง่ายขึ้น นายอูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประเทศไทย มาเลเซียและความร่วมมือในภูมิภาค กล่าวว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากจากการปฏิรูปการประกอบธุรกิจในปีที่ผ่านมา ปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 26 และสามารถไต่ขึ้นมาติดอยู่ในกลุ่ม 15 ประเทศที่ทำให้การประกอบธุรกิจง่ายขึ้น นับว่าประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญ ซึ่งการปรับปรุงที่สำคัญ คือ ประเทศไทยยกเลิกข้อบังคับที่ต้องมีตราประทับของบริษัท และยกเลิกขั้นตอนการขออนุมัติจากกรมแรงงานในการส่งกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท ดังนั้น การเริ่มต้นธุรกิจจึงใช้เวลาเพียง 4.5 วัน เมื่อเทียบกับ 27.5 วัน เมื่อปีก่อน ส่วนประเทศที่ได้อันดับ 1 คือ นิวซีแลนด์ อันดับ 2 สิงคโปร์ และอันดับ 3 คือ เดนมาร์ก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พอใจผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของเวิลด์แบงก์เป็นอย่างมาก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 26 ในปีนี้ ท่ามกลางบรรดาเขตเศรษฐกิจและประเทศทั่วโลกจำนวน 190 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั่วโลก และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรายงาน Doing business 2018 ว่า คะแนนอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ จัดทำโดยเวิลด์แบงก์ ที่ออกมาในปีนี้ถือว่าน่าดีใจ โดยอันดับที่เพิ่มขึ้นมา 20 ตำแหน่ง อยู่ในอันดับที่ 26 ถือว่าไม่ธรรมดา อันดับดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และมีการแข่งขันสูงมาก โดยประเทศอินโดนีเซียขยับอันดับเร็วมากขึ้นมา 19 ตำแหน่ง มาอยู่ที่ 72 จาก 91 ส่วนเวียดนามมีอันดับที่ดีขึ้น 14 ตำแหน่ง มาอยู่ที่ 68 จาก 82 ดังนั้น แม้อันดับไทยจะดีขึ้นปีนี้ แต่ยังตามหลังมาเลเซียอยู่ 2 อันดับ มาเลเซียอยู่ที่ 24 ดังนั้นไทยคงอยู่นิ่งไม่ได้ และบอกคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ไปแล้วว่า อันดับปีหน้าต้องไม่ตก และในปีหน้าต้องดีกว่าปีนี้ นอกจากนี้ได้กำชับไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ให้เชื่อมโยงอันดับเวิลด์แบงก์กับอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จัดโดยสภาเศรษฐกิจโลกหรือ เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum) ที่ผ่านไทยไทยดีขึ้น 4 อันดับ โดยการจัดอันดับดังกล่าวมี 12 เสาหลัก ดังนั้น ควรเอาจริงกับทุกเสาหลัก และเชิญเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม มาไทย เพื่อให้เขารับรู้ว่าไทยกำลังทำอะไร เป็นการช่วยบอกเล่าความสามารถแข่งขันของประเทศให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสศช.ต้องไปเตรียมการสำหรับการจัดอันดับในปี 2561 ซึ่งเชื่อว่า อันดับของไทยจะดีขึ้น นายสมคิด กล่าวต่อว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงคมนาคม โดยการขับเคลื่อนโครงการลงทุนของกระทรวงคมนาคมส่งผลดีให้การจัดอันดับเศรษฐกิจของประเทศในสายตานานาชาติปรับตัวดีขึ้น หลังจากนี้อายุรัฐบาลอีก 1 ปี ขอให้กระทรวงคมนาคมจัดลำดับความสำคัญของงานที่เร่งดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราง ท่าอากาศยาน ขอให้เร่งประกวดราคาให้เสร็จภายในปีนี้ นอกจากนี้จากการตรวจสอบโครงการลงทุนภาพรวมอื่น ๆ ไม่ว่าโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง รถไฟไทย-จีน เริ่มก่อสร้างปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ ถือว่า เป็นที่น่าพอใจ และฝากให้ช่วยผลักกันโครงการลงทุนระบบรางส่วนภูมิภาค โดยโครงการรถไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร 4 จังหวัดหลัก ประกอบด้วย ภูเก็ต ขอนแก่น นครราชสีมา และเชียงใหม่ และขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการทันที รวมทั้งโครงการการพัฒนาท่าอากาศยาน ล่าสุดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ส่งสัญญาณชัดเจนพร้อมบริหารท่าอากาศยานที่มีศักยภาพ ทั้งมีผู้โดยสารจำนวนมากและมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยว ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังจะก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้น หนี้สินและหนี้เสียเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ของคนกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันการก่อหนี้ของกลุ่มวัยกลางคนและวัยเกษียณก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงทำให้ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันเร่งแก้ไข